.

ยินดีต้อนรับสู่ นานาจัง ขีดๆเขียนๆ แวะมาอ่านนานาสารพัน รวมถึงฟังเพลงเพราะๆได้คะ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตุ่มโอ่ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตุ่มโอ่ง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

ทำไม น้ำในตุ่มถึงเย็น


ทำไม น้ำในตุ่มถึงเย็น
เป็นความฉลาดรอบรู้ของคนโบราณในเรื่องวัสดุจำพวกดินเผาที่มีรูพรุนเล็กๆ ในเนื้อดินที่ช่วยให้น้ำระเหยออกไปทีละน้อย นี่เองคือหัวใจของระบบทำความเย็น ซึ่งเมื่อน้ำระเหยออกก็จำเป็นต้องใช้ความร้อนแฝงจำนวนหนึ่งซึ่งกระบวนการนี้จะดึงเอาความร้อนออกมาจากน้ำนั่นเอง
ดังนั้น น้ำที่เหลืออยู่ภายในหม้อดินเผาจึงมีอุณหภูมิต่ำลง ทำให้เกิดความเย็นฉ่ำขึ้นภายในหม้อน้ำต้นหรือคนโทใส่น้ำ ที่คนทางภาคเหนือและอีสานในอดีตนิยมวางไว้ตามซุ้มหน้าบ้าน ให้คนผ่านไปมาได้ดื่มกินน้ำฝนหวานเย็นชื่นใ
ทั้งหมดนี้เป็นหลักการทางฟิสิกส์ เรื่องของการส่งผ่านความร้อนออกมาตามรูพรุนหม้อดิน โดยอากาศภายในหม้อน้ำจะแทรกตามรูซึมเล็กๆ ไปหาแหล่งความร้อนภายนอกที่มาสัมผัสกับผิวภาชนะหม้อดินเผา เมื่อความชื้นเจอกับความร้อนก็จะเกิดการระเหยของน้ำ ทำให้ผิวภาชนะดินเผาเย็นลง
ของแถม
ภูมิปัญญาของคนยุคก่อนในเรื่องการถนอมอาหารด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้โอ่งดินเผาใส่ทรายข้างในแล้วเอาลงไปฝังไว้ในดินครึ่งหนึ่ง จากนั้นใส่มะกรูดมะนาวลงไปเก็บไว้ในทราย สามารถรักษาความสดอยู่ได้เป็นเดือนๆ เลย

ตุ่มสามโคก ตอน 3




ตุ่มสามโคก ตอน 3
ท่านสุนทรภู่ได้ระบุภาชนะเครื่องปั้นดินเผาจากเตาสามโคกที่ผลิตสืบต่อกันมาอย่างไม่ขาดสาย จากสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ก็คือ " อีเลิ้ง " ตุ่มสามโคกตุ่มดินเผา ซึ่งเป็นภาชนะบรรจุที่ใหญ่ที่สุดจากเตาแหล่งนี้ และได้ผลิตมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓)
" นายโมรา " ทหารกรมมหาดเล็กตลกหลวง มีหน้าที่อ่านหนังสือตลกถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลาทรงเครื่องใหญ่ได้ตามเสด็จประพาสพระราชวังบางประอิน ทางเรือล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยา ในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ ผ่านเมืองสามโคก ได้แต่งนิราศไว้ความว่า
... " หนึ่งโคกเขตชื่อตั้ง เมืองปทุม
มอญมากกว่าไทยคุม พวกพ้อง
ทำอิฐโอ่งอ่างชุม ตาลดก ดงนา
ยลแต่มอญไม่ต้อง จิตเพ้อเสมอสมร " ...
ต่อมาภายหลังชาวรามัญเมืองสามโคกได้เลิกร้างการผลิตไปโดยย้ายไปผลิตที่เกาะเกร็ด เมืองนนทบุรี ชาวรามัญที่เกาะเกร็ดได้ขยายการผลิตตุ่มสามโคกขึ้นเป็นจำนวนมาก และได้นำไปขายขึ้นล่องตามลำน้ำไปทั่วทุกภาค
ลักษณะตุ่มสามโคกที่เกาะเกร็ดนั้นมีการตกแต่งปากและไหล่ของตุ่มเป็นเกลียวเชือก ลายกลีบบัว ลายเครือเถา ลายกนก รูปทรงของตุ่มเพียงสูงขึ้น ป่องกลางน้อยลง เทคนิคการผลิตดีขึ้น สามารถผลิตตุ่มขนาดใหญ่ๆ ได้
ปัจจุบันนี้หาดูตุ่มสามโคกของเก่าได้ที่วัดสิงห์ วัดสามโคก และตุ่มสามโคกขนาดใหญ่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ตามบ้านเรือนนั้นหาอยู่ได้น้อยมาก คงเหลือตุ่มสามโคก เตาปากเกร็ด
และจะหมดไปในที่สุดด้วยวิวัฒนาการทางเทคนิคของโอ่งดินเผาเคลือบผิวน้ำหนักเบาของช่างปั้นชาวจีน ซึ่งได้รับความนิยมจนติดตลาดการค้าแทนตุ่มสามโคก "โอ่งมังกร " เมืองราชบุรี ซึ่งชาวมอญเมืองสามโคกรับมาขายสืบต่อแทนตุ่มสามโคกจนถึงปัจจุบัน
cr:ความรู้คือประทีป ฉบับเดือนกรกฎาคม-กันยายน ๒๕๓๕

ตุ่มสามโคก ตอน 2



ตุ่มสามโคก ตอน 2
ตุ่มสามโคก นั้นรู้จักกันทั่วไปมีใช้กันทุกครัวเรือน ใช้เป็นตุ่มน้ำดื่มน้ำใช้ ล้างชาม ล้างเท้า ใส่ข้าวสาร มีหลายขนาดให้เลือกใช้ตามความต้องการ ขนาดใหญ่ปากกว้าง ๓๓-๓๖ ซ.ม. เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕๕-๖๕ ซ.ม. ก้นโอ่ง ๒๙-๓๑ ซ.ม. สูง ๕๕-๖๕ ซ.ม. ขนาดเล็กปากกว้าง ๒๖-๒๙ ซ.ม. เส้นผ่าศูนย์กลางคืน ๓๔-๓๗ ซ.ม. ก้นโอ่ง ๑๘-๒๑ ซ.ม. สูง ๒๖-๓๐ ซ.ม.
ตุ่มสามโคกนี้ชาวรามัญเรียกว่า " อีเลิ้ง " มีลักษณะเนื้อดินสีแดงเหมือนอิฐหรือสีมันปู เนื้อภาชนะตุ่มค่อนข้างหนารูปทรงปากโอ่งแคบ คอโอ่งจะติดกับไหล่ มีลายยืดเป็นเส้นคู่ตรงไหล่ กลางป่องกลม รูปทรงเตี้ยป้อม ปากและก้นโอ่งมีขนาดใกล้เคียงกัน
ดังมีสำนวนเปรียบเทียบคนที่มีร่างกายอ้วนท้วมสมบูรณ์ว่า อ้วนเหมือนตุ่มสามโคก ลักษณะพิเศษของตุ่มสามโคกคือเมื่อใส่น้ำไว้ดื่ม จะเก็บรักษาความเย็นของน้ำได้ดี เนื่องจากเนื้อดินเผาไม่เคลือบน้ำยา น้ำจึงซึมซับจับเนื้อดินไว้ดีเก็บความเย็นไว้ได้ดีเหมือนมีตู้เย็นไว้ใช้ในบ้าน
ชาวรามัญได้ทำการผลิตซื้อขายกันมาตั้งแต่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ดังความปรากฏอยู่ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่เจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิจ พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๓๓ ที่สละราชสมบัติออกบวชแล้วถูกกวาดต้อนไปเมืองพม่า ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ได้พรรณนาสภาพบ้านเมืองตลาดร้านค้าในกรุงศรีอยุธยาไว้ว่า ....
" ถนนย่านสามม้าตั้งแต่ ตภานในไก่กระขัน ออกไปจนถึงหัวมุมพระนครมีชื่อตำบลหัวสาระภานั้น จีนตั้งโรงทำเครื่องจันอบขนมแห้งจีนต่างต่างหลายชนิดหลายอย่าง แลช่างจีนทำโต๊ะ เตียง ตู้ เก้าอี้น้อยใหญ่ด้านต่างๆขายต่อไป ช่างจีนทำถังไม้ใส่ปลอกไม้แลปลอกเหล็ก ถังใหญ่น้อยหลายชนิดขายขาวพระนครรับซื้อไปใช้ต่างอีเลิ้ง และทำสรรพเครื่องเหล็กต่างๆ ขาย "
..... จากข้อความในพงศาวดารที่กล่าวอ้างมานี้แสดงให้เห็นว่าผู้คนในสมัยอยุธยานั้นใช้ตุ่ม " อีเลิ้ง " ใส่น้ำดื่มน้ำใช้กันทั่วไป มีช่างชาวจีนได้ผลิตถังไม้ใส่น้ำขายแข่งกับอีเลิ้งของชาวรามัญ แต่ไมได้รับความนิยมซึ่งจะเห็นได้จากการใช้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้
ในสมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. ๒๓๑๐-๒๓๒๕) ชาวมอญเมืองสามโคกได้นำอ่าง กระทะ เตา อีเลิ้ง ตุ่มสามโคก ล่องเรือไปขายยังเมืองบางกอก ตามคูคลองต่างๆ ส่งผลให้กลายเป็นหมู่บ้าน ตลาดและคูคลองตามสินค้าที่นำไปขาย เช่น คลองโอ่งอ่าง ตลาดนางเลิ้ง ตั้งแต่สืบนั้นมา
เวลาร่วมเลยมาจนถึงรัตนโกสินทร์ แผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๖๗-๒๓๙๔) " สุนทรภู่ " จินตกวีเอกของไทย ท่านได้บวชเป็นภิกษุอยู่ที่วัดพระเชตุพนและได้ลงเรือล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยาไปอยุธยา มุ่งหมายจะไปวัดเจ้าฟ้าอากาศนาถนรินทร์ หวังจะไปแก้อาถรรพ์เพื่อจะได้ยาอายุวัฒนะมากินให้มีอายุยืน รูปสวย ไม่มีโรคภัย ล่องเรือมาตามลำน้ำเจ้าพระยาทั้งแจวทั้งพายมืดไหนนอนนั่น โดยมีลูกชายหนูพัดกับหนูตาบติดตามไปด้วย ผ่านมายังเมืองสามโคก ท่านพรรณนาไว้ว่า
.... " เห็นพวกชายฝ่ายมอญแต่ก่อนมา
ล้วนสักขาเขียนหมึกจารึกพุง
ฝ่ายสาวสาวเกล้ามวยสวยสะอาด
แต่ขยาดอยู่ว่านุ่งผ้าถุง
ทั้งห่มผ้าตาถี่เหมือนสีรุ้ง
ทั้งผ้านุ่งนั้นก็อ้อมลงกรอมตีน
เมื่อยกเท้าก้าวย่างสว่างแวบ
เหมือนฟ้าแลบแลพาดแทบขาดศีล
นี่หากเป็นเด็กแม้นเจ๊กจีน
เจียนจะเป็นปีนซุ่มซ่ามไปตามนาง
ชาวบ้านปั้นอี่เลิ้งใส่เพิงพะ
กระโถนกระทะอ่างโอ่งกระโถงกระถาง
เขาวานน้องร้องถามไปตามทาง
ว่าบางขวางหรือไม่ขวางพี่นางมอญ
เขาเบือนหน้าว่าไม่รู้ดูเถิดจ้า
จงถามเขาคนข้างหลังที่นั่งสอน
ไม่ตอบปากบากหน้านาวาจร
คารมมอญมิใช่เบาเหมือนชาวเมือง " ....

ตุ่มสามโคก ตอน 1



ตุ่มสามโคก ตอน 1
"ตุ่มสามโคก " ตุ่มดินเผาเนื้อดินสีแดงจากฝีมือชาวรามัญ เมืองสามโคกที่อพยพมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑) ดังความปรากฏใน " พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับความสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส " ความว่า...
" ลุศักราช ๑๐๒๑ ครั้งนั้นกรุงศรีอยุธยาสมบูรณ์อยู่เย็นเป็นสุขด้วยบารมีสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้า ขณะนั้นฝ่ายข้างเมืองอังวะเกิดศึกเพราะจีนฮ่อ ชื่อ อูติงผา พากันอพยพประมาณพันหนึ่งหนีมาพึ่งอยู่ที่เมืองอังวะ ชาวเมืองฮ่อยกทัพตามยังเมืองอังวะ จะให้ส่งตัวฮ่อพันหนึ่งให้พระเจ้าอังวะไม่ส่ง กองทัพฮ่อจึงตั้งล้อมเมืองอังวะไว้
ฝ่ายนางนันทมิตรผู้เป็นอาพระเจ้าอังวะครองเมืองเมาะตะมะแจ้งเหตุ ดังนั้นจึงเกณฑ์มอญสามสิบสองได้สามพันเศษยกไปตามทาง มอญไม่เต็มใจชวนกันหนีกลับมาเป็นอันมาก
นางนันทมิตรจับเอามอญที่หนีนั้นใส่ตะรางไว้เพื่อจะคลอกไฟเสีย ฝ่ายสมิงเปอแจ้งดังนั้นก็คิดกันกับพวกเพื่อนสมิงสิบเอ็ดคนคุมไพร่มอญห้าพันยกเข้าเผาเมืองเมะตะมะไหม้ แล้วจับตัวนางนันทมิตรมัดจำไว้ แล้วคิดกันว่าเราจะทำการครั้งนี้ ถ้ารู้ถึงพระเจ้าอังวะก็จะพากันตายเสียสิ้นเราหาที่พึ่งไม่ได้ ครั้งนี้จำจะต้องไปพึ่งกรุงพระนครศรีอยุธยาจึงจะพ้นภัย
คิดพร้อมกันแล้วคุมกันอพยพครอบครัวประมาณหกพันเศษ พร้อมทั้งตัวนางนันทมิตรรีบหนีเข้ามาบอกให้เสนาบดีนำกราบทูลพระกรุณาทุกประการ จึงทรงพระกรุณาสั่งให้สมิงรามัญเก่าทั้งนายและไพร่ออกไปรับเข้ามาทางเมืองกาญจนบุรี แล้วจัดแจงให้ไปอยู่ที่สามโคก โปรดให้สมิงตัวนายสิบเอ็ดคนเข้าเฝ้ากราบถวายบังคม โปรดพระราชทานเงินตราผ้าเสื้อเป็นอันมาก "
... ชาวมอญที่อพยพเข้ามาได้รับการต้อนรับเลี้ยงดูให้ตั้งหลักแหล่งอยู่ เป็นพวกริมฝั่งตะวันตกของลำน้ำเจ้าพระยาที่สามโคก ปลูกบ้านสร้างเรือนอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข โปรดให้แต่งตั้งผู้นำชาวมอญปกครองดูแลกันมียศศักดิ์ลดหลั่นกันเช่นพระยาเกียรติ พระยาราม โดยขึ้นอยู่กับพระยาบำเรอภักดี พระยารามัญวงศ์จักรีมอญผู้ควบคุมกองมอญทั้งหมด ชาวมอญมีฐานะเป็นไพร่หลวงเช่นเดียวกับชาวไทยมีหน้าที่เข้าเวรรับราชการตามกำหนดปีละหกเดือน
ชาวมอญเมืองสามโคกได้ก่อตั้งและบูรณะวัดต่างๆ ในชุมชนได้แก่ วัดสิงห์ วัดสามโคก วัดสระแก วัดแจ้ง วัดป่าฝ้าย และวัดไก่เตี้ย ให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อพระพุทธศาสนา ในด้านอาชีพส่วนหนึ่งได้ทำการเกษตร ทำนาทำไร่ และค้าขาย
ในอีกส่วนหนึ่งเป็นช่างปั้นมาก่อนตั้งแต่อยู่เมืองเมาะตะมะ ได้ก่อตั้งเตาเผาตุ่มขึ้นตามริมฝั่งลำน้ำเจ้าพระยาหน้าวัดสิงห์ วัดไก่เตี้ย วัดป่าฝ้าย ได้ปั้นภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ เช่น หม้อ ไห กระปุก อ่าง โอ่ง กระโถน กระถาง กระทะ เตา ตุ่ม นำบรรทุกไปขายยังหัวเมือง
ตำนานตุ่มสามโคก
ผู้เฒ่าผู้แก่ในตำบลสามโคก ได้เล่าสืบต่อกันมาว่า ......
" นานมาแล้วมีมอญสองพี่น้อง คนพี่ชื่อ แมะกะลอย คนน้องชื่อ แมะกะเล็ด ทั้งสองคนเคยมีอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผาสืบมาแต่รามัญประเทศ ได้อพยพหลบภัยมาอยู่ยังแผ่นดินสยามประเทศ อยู่ที่บ้านสามโคก
ทั้งสองคนได้ช่วยกัน ขุดดินเป็นเนินถมเป็นโคกให้สูงขึ้นพ้นฤดูน้ำหลากสองโคก และได้ก่อเตาเผา หม้อ ไห เตา ตุ่มโคกหนึ่งเป็นของผู้พี่แมะกะลอย โคกสองเป็นของน้องชื่อแมะกะเล็ด กิจการของทั้งสองพี่น้องเจริญรุ่งเรืองมีเรือมารับซื้อรับขายกันมากมาย เพื่อนำไปขายยังหัวเมืองต่างๆ ครอบครัวและหมู่บ้านอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข
ต่อมาแมะกะเล็ดได้ทำตัวเสเพล ไม่ขยันประกอบกิจการ คบคนพาลเป็นมิตร ไม่สนใจประดิษฐ์คิดปั้น และควบคุมการผลิต จนเป็นผลให้ลูกค้าต่างหลีกหนี ไม่นิยมซื้อเครื่องปั้นดินเผา จึงเกิดจิตใจริษยากิจการของพี่ชายที่นับวันแต่จะเจริญยิ่งขึ้น
คืนหนึ่งแมะกะเล็ดได้รวบรวมสมัครพรรคพวกอันธพาลของตนกลุ่มหนึ่งแล้วลอบเข้าไปเผาทำลายเตาเผาตุ่มของพี่ชายแมะกะลอยพินาศวอดวายสิ้น ผู้เป็นพี่นั้นสุดจะแค้น และเสียใจที่น้องมาทำกับตนดังโจรเข้าปล้นทำลายล้าง ต่างก็ตัดใจได้มิได้คิดอาฆาตร้ายหรือตอบโต้แต่อย่างไร
กลับคิดมีมานะรวบรวมกันขุดแต่งโคกขึ้นใหม่ให้อยู่ใกล้บ้านตน เพื่อสะดวกในการดูแลและก่อตั้งเตาเผาขึ้นใหม่ เอาใจใส่ประดิษฐ์คิดปั้น มิช้ามินานกิจการก็เจริญรุ่งเรืองกว่าเดิม แมะกะเล็ดผู้น้องผู้มีจิตริษยาและหลงผิดคิดว่าทำลายเตาเผาตุ่มของพี่ชายเสียแล้วกิจการของตนคงเจริญ
กลับตรงกันข้ามฐานะกลับตกต่ำลง ลูกค้าต่างหลีกหนี ได้รับความยากลำบาก ขาดมิตรคบค้าสมาคมด้วยก็สำนึกผิด คิดขึ้นมาก็ละอายแก่ใจ ในวาระสุดท้ายก็ต้องย้ายถิ่นไปอยู่ที่อื่น "

เล่าขานตำนาน... โอ่งมังกร ณ ราชบุรี



เล่าขานตำนาน... โอ่งมังกร ณ ราชบุรี
ต้นกำเนิดโอ่งมังกร
จากคำบอกเล่าของคนเก่าคนแก่ในเมืองราชบุรี เล่าว่า สมัยก่อนนั้น โอ่งที่ใช้กักเก็บน้ำชั้นดี ต้องนำเข้ามาจากประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งทำเครื่องปั้นดินเผา แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็เป็นไปอย่างยากลำบากรวมถึงโอ่งด้วย จึงจำเป็นต้องผลิตใช้กันเองภายในประเทศ
โดยจุดเริ่มต้นของการทำโอ่งขายในจังหวัดราชบุรี มาจากสองสหายชาวจีน ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในสยามประเทศ จนได้มาพบแหล่งดินที่ราชบุรี และเห็นว่าเป็นดินดีสีแดงสามารถใช้ปั้นโอ่งได้ จึงลงทุนร่วมหุ้นกัน 3,000 บาท ก่อตั้งโรงงานทำโอ่งขนาดเล็กในปี พ.ศ.2476 ตั้งอยู่บริเวณสนามบิน ตรงข้ามโรงเรียนอนุบาลราชบุรี
ในช่วงแรก ๆ จะเน้นทำอ่าง ไห กระปุกต่าง ๆ มากกว่าโอ่ง เมื่อกิจการรุ่งเรือง โรงงานจึงขยายตัวและมีการผลิตโอ่งมากขึ้น หุ้นส่วนหลายคนเริ่มแยกตัวออกไปตั้งโรงงานเอง แต่ก็ยังอยู่ในเขตจังหวัดราชบุรี ทำให้มีโรงงานทำโอ่งกระจายอยู่หลายแห่ง
ลวดลาย โอ่งมังกร
การทำโอ่งในยุคแรก ๆ จะเป็นโอ่งไม่มีลวดลาย เรียกว่า "โอ่งเลี่ยน" แต่ต่อมามีการวาดลวดลายโดยใช้ดินขาวจากเมืองจีน และภายหลังสามารถหาดินขาวทดแทนได้ที่จังหวัดจันทบุรี และสุราษฎร์ธานี สำหรับลวดลายที่วาดบนตัวโอ่งมักจะเป็นลายมังกร เนื่องจากตามความเชื่อของคนจีน มังกร ถือเป็นสัตว์ชั้นสูง และเป็นมงคล
อีกทั้งคนไทยก็มีความเชื่อเรื่อง พญานาค ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับมังกร และมีหนังสือตำราพิชัยสงครามกล่าวถึงมังกรในการจัดขบวนทัพข้ามน้ำด้วย เรียกว่า มังกรพยุหะ จึงมีการเขียนรูปมังกรคล้ายพญานาคบนตัวโอ่งออกจำหน่าย และได้รับความนิยมจนกลายเป็นสัญลักษณ์ "โอ่งมังกร"
ทั้งนี้ ลวดลายของโอ่งมังกร มีหลายแบบ โดยทั่วไปมังกรจะมีเพียง 3 เล็บ หรือ 4 เล็บ แต่ถ้าเป็นมังกรสัญลักษณ์ชั้นสูงของกษัตริย์หรือฮ่องเต้จะมี 5 เล็บ ซึ่งตามความเชื่อของจีนนั้น แบ่ง มังกร ออกเป็น 3 ชนิด คือ...
1. หลง เป็นพวกที่มีอำนาจมากที่สุด อยู่บนฟ้า
2. หลี เป็นพวกไม่มีเขา ชอบอยู่ในมหาสมุรทร
3. เจียว เป็นพวกมีเกล็ด อยู่ตามแม่น้ำ คลอง หรือถ้ำ
นอกจากนี้ จีน ยังจัดให้ มังกร มีระดับและหน้าที่แตกต่างกันไป คือ...
1. มังกรฟ้า หรือมังกรสวรรค์ (เทียนหลง) เป็นมังกรชั้นสูง มีหน้าที่คุ้มครองดูแลสวรรค์
2. มังกรเทพเจ้า หรือมังกรจิตวิญญาณ (เซินหลง) มีหน้าที่ทำให้เกิด ลม ฝน แก่มวลมนุษย์
3. มังกรพิภพ (ตี้หลง) มีหน้าที่กำหนดเส้นทาง ดูแลแม่น้ำ ลำธาร ห้วย หนอง คลองบึง
4. มังกรเฝ้าทรัพย์ (ฝู ซาง หลง) มีหน้าที่เฝ้าขุมทรัพย์ของแผ่นดิน
ปัจจุบัน แม้การขายโอ่งมังกรของราชบุรี จะเปลี่ยนจากการเร่ขายทางเรือ มาใช้รถเร่ขายแทน แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ความเจริญของวัตถุนิยมที่แทรกซึมเกือบทุกหย่อมหญ้า การใช้โอ่งดินแบบเดิม ๆ อาจไม่สอดคล้องกับความสะดวกของคนยุคใหม่ ทำให้น่าเป็นห่วงว่า สัญลักษณ์อันน่าภาคภูมิของคนราชบุรี จะยังคงดำเนินสืบไปอีกสักกี่รุ่น

โอ่งกับตุ่ม ต่างกันอย่างไร



โอ่งกับตุ่ม ต่างกันอย่างไร
โอ่ง ก็คืออุปกรณ์ใส่น้ำ ที่ใบใหญ่ๆ เช่นโอ่งแดง โอ่งมังกร (โอ่งแดงหากคุณทาสีอื่นก้สามารถเรียกตามสีก็ได้ คนฟังก็เข้าใจว่า โอ่งแดงใบใหญ่อยู่ดี)
ตุ่ม ก็คือ อุปกรณ์ใส่น้ำเหมือนกัน แต่ใบเล็กๆ เช่นตุ่มใส่น้ำดื่มตั้งอยู่ตามหน้าบ้านให้ผู้เดินทางมาตักดื่มกิน (สมัยนี้ไม่มีเพราะน้ำยังต้องซื้อกิน) ตุ่มใส่ปลาแดก(ปลาร้า) เป็นต้น
สรุป ใบใหญ่ๆเรียกว่าโอ่ง
ใบเล็กๆเรียกว่าตุ่ม
ทั้งสองอย่างมีวัตถุประสงค์ในการใช้เหมือนกัน โอ่งใหญ่ๆมักจะทำจากดินและปูนซีเมนต์ แต่ตุ่มมักทำจากดินและเอาไปเผาไฟ
ถ้าเเบ่งตามการใช้งาน โอ่งจะใช่ใส่น้ำสำหรับใช้เล็กๆน้อยๆ อย่างการล้างเท้าหรืออะไรทำนองนี้ แตตุ่มจะใช้ใส่น้ำสำหรับการอาบน้ำหรือการใชน้ำจะนวนมาก
ถ้าเเบ่งตามรุปร่าง โอ่งจะมี ปาก คอ และตัวชัดเจน ส่วนตุ่มจะไม่มีคอ ดังนั้นเขาจึงเรียกคนที่อ้วนจนไม่เห็นคอว่า อ้วนเป็นตุ่ม

ตุ่มน้ำ น้ำใจ



ตุ่มน้ำ น้ำใจ
สมัยก่อนมี ตุ่มน้ำเล็ก ๆ พร้อมกระบวยตักน้ำตั้งไว้หน้าบ้าน
สำหรับคนที่สัญจรไปมาได้ดื่มกินกันแบบ ฟรี ๆ
เป็นน้ำฝนเย็นชื่นใจ สมัยใหม่ขึ้นมาหน่อยจะเป็นน้ำกรอง 
บางบ้านใส่น้ำแข็ง บางใส่อุทัยทิพย์ บางบ้านโรยดอกมะลิไว้ในตุ่ม บางบ้านใช้ดอกกุหลาบ
บางบ้านมีป้ายติดว่า "น้ำดื่มสะอาด เย็น ๆ บริการฟรีค่ะ"แสดงน้ำใจแบบไทยๆ แต่เดิมมา
อยากถามทุกท่านว่า แถวบ้านท่านยังมี ตุ่มน้ำใจ แบบนี้อยู่ไหม หรือ เคยเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อไร
เดี๋ยวนี้หายากมาก ๆ อยากให้คนไทยนำวัฒนธรรมแบบนี้กลับมานะ น้ำใจคนไทยแบบนี้ น่ารัก ดี
เป็น น้ำใจ ต่อเพื่อนมนุษย์ ที่ถือเป็นเสน่ห์อย่างนึงของคนไทย