.

ยินดีต้อนรับสู่ นานาจัง ขีดๆเขียนๆ แวะมาอ่านนานาสารพัน รวมถึงฟังเพลงเพราะๆได้คะ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรือ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เรือไทย ตอน เรือดำน้ำของไทย

เรือดำน้ำชุดแรกของไทย



เรือหลวงสินสมุทร 1 ใน 4 ลำ ที่สั่งซื้อมาจากญี่ปุ่น  ๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๑ เรือหลวงสินสมุทร, เรือหลวงพลายชุมพล, เรือหลวงมัจฉานุ (ลำที่ ๒) และ เรือหลวงวิรุณ ซึ่งเป็นเรือดำน้ำชุดแรกที่รัฐบาลไทยสั่งต่อมาจากประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางมาถึงประเทศไทย

เรือดำน้ำที่ประเทศไทยได้สั่งต่อจากประเทศญี่ปุ่น ได้ต่อเสร็จก่อนสองลำแรกในจำนวนสี่ลำ คือ เรือหลวงมัจฉานุ และ เรือหลวงวิรุณ ซึ่งได้มีพิธีส่งมอบเรือทั้งสองลำให้แก่ กองทัพเรือ เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๔๘๐ โดยมี พระมิตรกรรมรักษา อัครราชทูตไทยในขณะนั้น เป็นประธานในพิธีการปล่อยเรือทั้ง ๒ ลำ ซึ่งต่อมาได้ถือว่า วันที่ ๔ กันยายน ของทุกปี ถือเป็น "วันที่ระลึกเรือดำน้ำไทย"


                                                              เรือดำน้ำของไทยเรือหลวงมัจฉาณุ

ต่อมาในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๔๘๑ บริษัทมิตซูบิชิ ได้ทำพิธีส่งมอบเรือดำน้ำที่เหลืออีก ๒ ลำ คือ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล ให้แก่ กองทัพเรือไทย และเมื่อกองทัพเรือได้รับมอบเรือดำน้ำครบทั้ง ๔ ลำแล้ว จึงได้เริ่มลงมือฝึกศึกษาตามหลักสูตรทางวิชาการของเรือดำน้ำเพิ่มเติมจนคล่องแคล่ว จึงได้ถอนสมอออกเรือจากเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น กลับสู่ประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๔๘๑ โดยกำลังพลทั้ง ๔ ลำ ประกอบไปด้วย นายทหารสัญญาบัตร ๒๐ นาย นายทหารประทวน ๑๓๔ นาย มี นาวาตรี ซุ้ย (กนก) นพคุณ เป็น ผู้บังคับการเรือหลวงมัจฉานุ เรือเอก พร เดชดำรง เป็น ผู้บังคับการเรือหลวงวิรุณ เรือเอก สาคร จันทร์ประสิทธิ์ เป็น ผู้บังคับการเรือหลวงพลายชุมพล และ เรือเอก สนอง ธนศักดิ์ เป็น ผู้บังคับการเรือหลวงสินสมุทร



                                                                    เรือหลวงวิรุณ
เรือดำน้ำทั้ง ๔ ลำ ได้ออกเดินทางจากเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น มาแวะจอดที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ก่อนที่จะเดินทางฝ่าคลื่นลมมาถึงฐานทัพเรือสัตหีบ ในวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๔๘๑ รวมระยะทางทั้งสิ้น ๓,๐๐๐ ไมล์ ใช้เวลาเดินเรือและแวะเมืองท่ารวม ๒๔ วัน และเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว เรือดำน้ำทั้ง ๔ ลำ ได้ทำการออกฝึกอย่างต่อเนื่อง

เรือดำน้ำทั้ง ๔ ลำ เป็นเรือดำน้ำขนาด ๓๗๐ ตัน ในสนนราคาลำละ ๘๘๒,๐๐๐ บาท วางกระดูกงูและปล่อยลงน้ำไล่เลี่ยกัน คือระหว่างเดือนพฤษภาคม - ตุลาคม ๒๔๗๙ หลังจากมาถึงประเทศไทย ก็ได้ขึ้นระวางประจำการพร้อมกันคือวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๔๘๑


เรือหลวงพลายชุมพล




จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๘๓ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้อุบัติขึ้น กองทัพเรือ ได้ส่งเรือหลวงมัจฉานุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล ไปทำการลาดตระเวนเป็นแนวหน้าบริเวณฐานทัพเรือเรียมของแหลมอินโดจีน เพื่อป้องกันกองทัพฝรั่งเศสที่จะลอบเข้ามาโจมตีประเทศไทย โดยเรือทั้งสี่ลำจะใช้เวลาอยู่ใต้น้ำ เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ถึงวันละ ๑๒ ชั่วโมง ซึ่งปฏิบัติการณ์ในครั้งนั้น ได้สร้างความยำเกรงให้แก่ฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก ซึ่งบทบาทของเรือดำน้ำแห่งราชนาวีไทยนี้เป็นที่กล่าวขานถึงวีรกรรมอันห้าวหาญของราชนาวีไทย เมื่อเทียบกับกำลังของมหาอำนาจที่มีอยู่เหนือกว่า

ในระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ ๒ กองทัพเรือได้ส่งนายทหารสัญญาบัตรและประทวน (บางท่านเคยประจำเรือดำน้ำมาก่อน) และช่างของกรมอู่ทหารเรือไปศึกษาและฝึกงานการสร้างแบตเตอรี่ในญี่ปุ่นด้วยความมุ่งหมาย ที่จะผลิตจะแบตเตอรี่ขึ้นใช้ในราชการเอง โดยเฉพาะแบตเตอรี่ที่ใช้กับเรือดำน้ำ เมื่อคณะทหารและช่างชุดนี้กลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว ก็ได้จัดตั้งโรงงานแบตเตอรี่และสีขึ้นทดลองและพัฒนางานี้จนเป็นโรงงานที่ใกล้จะสมบูรณ์ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ส่งนายทหารไปศึกษาต่อในต่างประเทศและได้พัฒนางานต่อไป เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔ แล้ว หน่วยงานนี้ก็ต้องย้ายไปสังกัดกระทรวงกลาโหม และแปรสภาพเป็นองค์การแบตเตอรี่ในเวลาต่อมา

เมื่อสงครามโลก ครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลงญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงครามและไม่ได้รับอนุญาตให้ผลิตอาวุธยุทธโธปกรณ์ขายอีก กองทัพเรือจึงเริ่มขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่ของเรือดำน้ำ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ประจำเรือซึ่งได้ใช้งานมาถึง ๙ ปีแล้ว โรงงานแบตเตอรี่และสีที่ตั้งขึ้นก็ยังไม่สามารถผลิตแบตเตอรี่ชนิดนี้ได้ ชาติพันธมิตรของเราก็ไม่มีนโยบายที่จะช่วยเหลือประเทศไทยในเรื่องเรือดำน้ำ กองทัพเรือจึงจำเป็นต้องปลดเรือดำน้ำทั้ง ๔ ลำออกจากประจำการ ในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๔ การมีเรือดำน้ำในกองทัพเรือไทย จึงสิ้นสุดลงตั้งแต่วันนั้น

เรือดำน้ำทั้ง ๔ ลำ ขึ้นระวางประจำการเมื่อ วันที่ ๑๙ กรกฏาคม ๒๔๘๑ ปลดระวางประจำการ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๔ นับว่าได้รับใช้ชาติเป็นเวลา 12 ปีเศษ และวาระสุดท้ายคือ ได้มีการขายเรือดังกล่าวไปให้บริษัทปูนซีเมนต์ คงเหลือแต่หอเรือดำน้ำและอาวุธบางชิ้น เช่น ปืนและกล้องส่อง ทางกองทัพเรือได้สร้างสะพานเดินเรือจำลองขึ้น แล้วนำอาวุธมาติดตั้งไว้เป็นอนุสรณ์ จัดแสดงไว้หน้าพิพิธภัณฑ์ทหารเรือ หน้าโรงเรียนนายเรือ ริมถนนสุขุมวิท ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

เรือไทย ตอน “เรือใบ” ในหลวง

ตามรอย “เรือใบ” ในหลวง





เป็นที่ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ “ในหลวง” ของคนไทยทั้งประเทศ ทรงโปรด “เรือใบ” เป็นกีฬาพิเศษที่พระองค์ท่านสร้างความโดดเด่นด้วยพระปรีชาของพระองค์เองมานาน

เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัยในงานช่างมาก งานช่างจะต้องใช้ความอดทน ประณีตละเอียดลออไม่น้อย และพระองค์ได้ทรงฝึกงานนี้มาอย่างเพียงพอ ทำให้ทรงประดิษฐ์ของเล่นด้วยพระองค์เอง เช่น เครื่องร่อน และเรือรบจำลอง เป็นต้น

หลังจากที่ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ทรงมีพระราชภารกิจต่างๆ มากมาย เพราะทรงตระหนักว่า ประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยามต้องมีความสำคัญก่อนเสมอ จึงทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานช่างเพียงเล็กน้อย

สำหรับเรือใบ เมื่อมีโอกาสจึงโปรดต่อเรือใบพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง โดยศึกษาแบบแปลนและข้อบังคับของเรือแต่ละประเภทจากตำราทั่วโลกอย่างถี่ถ้วน และทรงทดลองแล่นเรือในสระภายในสวนจิตรลดา เรือใบฝีพระหัตถ์ลำแรกทรงต่อเมื่อเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๐๗ เป็นเรือใบประเภทเอ็นเตอร์ไพรส์ พระราชทานชื่อว่า ราชปะแตน ต่อมาในพุทธศักราช ๒๕๐๘ ทรงต่อเรือใบประเภท โอ.เค. พระราชทานชื่อว่า นวฤกษ์ และ เวคา หรือ VEGA อันมีความหมายถึงดวงดาวที่สว่างสุกใส ซึ่งได้ทรงต่อขึ้นอีกคือ เวคา ๑ เวคา ๒ และเวคา ๓
นอกจากนั้นระหว่างพุทธศักราช ๒๕๐๙-๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงคิดค้นออกแบบและสร้างเรือใบขึ้นมาประเภท หนึ่ง พระราชทานชื่อว่า เรือใบแบบมด (Mod) ซึ่งได้ทรงจดสิทธิบัตรไว้ที่ประเทศอังกฤษ

ต่อมาภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงค้นพบว่า เรือใบแบบมดยังมีข้อผิดพลาดอยู่บางประการ เนื่องจากเรือมีลักษณะไม่สมส่วน กล่าวคือ ลำเรือมีขนาดใหญ่และตรงกลางป่องออกมากเกินไป จึงทำให้เรือแล่นได้ช้า ในเวลาต่อมาจึงทรงคิดออกแบบเรือขึ้นใหม่ โดยปรับแต่งหัวเรือให้รูปทรงแบน เหมือนปลากระเบนเพื่อให้แล่นแหวกน้ำได้ดีขึ้น

เรือใบที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่พระราชทานชื่อว่า เรือใบแบบซุปเปอร์มด เป็นเรือที่มีลักษณะเพรียว เหมาะสำหรับผู้เล่นที่มีร่างกายเล็กและน้ำหนักน้อย เรือใบตระกูลมดลำสุดท้ายที่พระองค์ทรงออกแบบคือ เรือใบแบบไมโครมด ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักเล่นเรือใบทั้งหลาย เพราะเป็นเรือใบที่สามารถแล่นได้ตามลำพังคนเดียว และการสร้างมีเงื่อนไขเพียงต้องใช้ไม้อัดขนาด ๔ x ๘ ฟุต แผ่นเดียวเท่านั้น

เรือใบลำสุดท้ายที่ทรงออกแบบและต่อด้วยพระองค์เอง เมื่อเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๐ คือ เรือโม้ก (MOKE) ซึ่งมีลักษณะผสมระหว่างเรือโอ.เค. และเรือซุปเปอร์มด โดยใช้อุปกรณ์เสาและใบของเรือโอ.เค. เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายจึงมิได้ต่อ เรือใบอีกต่อไปจนปัจจุบัน ทรงมีรับสั่งว่า "ที่ชื่อมดนั้นเพราะมันกัดเจ็บๆ คันๆ ดี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกแบบและทรงต่อขึ้นเมื่อ วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นเรือต้นแบบของเรือประเภทมดที่ใช้แข่งขันกีฬานานาชาติ เป็นครั้งแรกในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ ๔ ณ ประเทศไทย เมื่อเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๐ และใช้ในการแข่งขันกีฬานานาชาติทุกๆครั้งที่แข่งในประเทศไทย ครั้งหลังสุดใช้ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ ๑๓ ณ ประเทศไทย พุทธศักราช ๒๕๔๑

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงชนะเลิศการแข่งขันเรือใบประเภท โอ.เค. และทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรางวัลเหรียญทองจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2510 ซึ่งเป็นวันพิธีปิดการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ณ สนามศุภชลาศัยสถานกีฬาแห่งชาติ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต่อเรือใบลำแรกเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๐๗ เป็นเรือใบประเภท เอ็นเตอร์ไพรซ์ ชื่อเรือ “เรือราชปะแตน”และลำต่อมาคือ “เรือเอจี” ทรงต่อตามแบบสากลและทรงใช้แข่งขันแล่นเรือใบหลายครั้งทั้งในและนอกประเทศไทย เช่นในปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ ทรงใช้เรือราชปะแตนแข่งขันกับ ดุ๊ก ออฟ เอดินเบอระ พระราชอาคันตุกะ ส่วนพระองค์โดยใช้เส้นทางไปกลับ พัทยา - เกาะล้าน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกแบบและทรงต่อขึ้นด้วยไม้อัด ยาว ๘ ฟุต หนา ๔ มิลลิเมตร แผ่นเดียว เมื่อ วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นเรือใบขนาดเล็กที่สุดในตระกูลมด เหมาะสำหรับเด็กและคนร่างเล็ก วิธีการสร้างเรือใบมดตามแบบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีวิธีการสร้างที่ ง่าย ประหยัดและสะดวก ใช้เครื่องมือช่างไม้ธรรมดาๆ ก็สามารถทำได้ วัสดุที่ใช้ล้วนหาได้ในประเทศทั้งสิ้น


หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ได้ทรงเล่าถึงพระราชดำรัสของพระองค์ท่านในหนังสือ อ.ส.ท. เรื่องทรงเรือใบ ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม 2534 ไว้ว่า...ปีใหม่คนอื่นๆ เขาไปฉลองกันเสียเงินมาก แต่เราเสีย 147 บาทเท่านั้น เป็นค่าไม้ยมหอม และค่าเบียร์ฉลองปีใหม่ แต่เรายังสนุกกว่าเขาอีก แล้วยังเป็นประโยชน์ด้วย...

นอกจากเป็น “นักประดิษฐ์” ที่พระปรีชามากแล้ว ยังทรงเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จมากเช่นกัน ทำให้ 16 ธันวาคม 2510 ประวัติศาสตร์วงการกีฬาระดับโลกต้องจารึกไว้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ ทรงคว้าชัยการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทย

ในครั้งนั้นพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวในเอเชียที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันเรือใบในระดับนานาชาติ ยิ่งไปกว่านั้นยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยเพียงพระองค์เดียวที่ทรงให้ความสนใจกีฬาอย่างจริงจัง ตามพระราชดำรัสที่ว่า

"...การกีฬามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของแต่ละคนและชีวิตบ้านเมือง..." สะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานที่ทรงใช้กีฬามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคคลและประเทศชาติ

ชัยชนะครั้งนั้น พระองค์ยังมีพระราชกระแสรับสั่งอย่างน่าสนใจว่า “การชนะการแข่งขัน ความจริงคือ การชนะตนเองนั่นแหละ” สะท้อนถึงปรัชญาลึกซึ้งที่ทรงตระหนักในเกมกีฬาทั้งหมด เป็นอีกหนึ่ง...ในการตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ที่พระองค์ทรงอยากให้คนไทยมีกีฬาอยู่ในหัวใจ





เรือไทย ตอน เรือพระที่นั่ง เรือพระราชพิธี กระบวนพยุหยาตราชลมารค



กระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือ กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นกระบวนเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำที่เป็นราชประเพณีไทยที่มีมาแต่โบราณ โดยมีหลักฐานชัดเจนตั้งแต่สมัยอยุธยา เรือในกระบวนมีการสลักโขนเรือเป็นรูปสัตว์ในเทพนิยาย มีการจัดกระบวนหลายแบบ ที่รู้จักกันดีก็คือ "กระบวนพยุหยาตราเพชรพวง" ดังปรากฏใน ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ลิลิตพรรณนากระบวนเรือ ประพันธ์โดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เมื่อ พ.ศ. 2330 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โดยยึดถือตามแบบแผนเดิมแห่งกรุงศรีอยุธยา
ประเภทของการเห่เรือ สามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทคือ การเห่เรือหลวง (การเห่เรือในงานพระราชพิธี) และ การเห่เรือเล่น (การเห่เรือเล่นของชาวบ้านในงานต่างๆ) ในปัจจุบันการเห่เรือ ยังคงอยู่เฉพาะ การเห่เรือหลวง ที่ใช้ใน กระบวนพยุหยาตราชลมารค

สมัยเริ่มแรกของกระบวนเรือ


การเสด็จทางน้ำที่เรียกว่า กระบวนพยุหยาตราชลมารค นั้นมีหลักฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ปรากฏไว้ว่า พระร่วงเจ้า (พระมหาธรรมราชา 1) ทรงใช้เรือออกลอยกระทง หรือพิธีจองเปรียง ณ กลางสระน้ำ พร้อมทั้งเผาเทียนเล่นไฟในยามคืนเพ็ญเดือนสิบสอง
ในยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตามพงศาวดารได้บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรเมื่อคราวเสด็จไปตีเมืองเมาะตะมะ เสด็จพระราชดำเนินจากกรุงศรีอยุธยาโดยชลมารค พอได้เวลาฤกษ์ พระโหราราชครูอธิบดีศรีทิชาจารย์ ก็ลั่นกลองฆ้องชัยให้พายเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ อันเป็นเรือทรงพระพุทธปฏิมากรทองนพคุณ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายพระนามสมญา “พระพิชัย” นำกระบวนออกไปก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล
ครั้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งตัวเกาะกรุงนั้นเป็นเกาะที่ล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำลำคลอง ชีวิตผูกพันกับสายน้ำ จึงปรากฏการสร้างเรือรบมากมายในกรุงศรีอยุธยา ยามบ้านเมืองสุขสงบ ชาวกรุงศรีอยุธยาก็หันมาเล่นเพลงเรือ แข่งเรือเป็นเรื่องเอิกเกริก โดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม เมื่อจะเสด็จฯแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ หรือเสด็จฯไปทอดผ้ากฐินยังวัดวาอาราม ก็มักจะใช้เรือรบโบราณเหล่านั้นจัดเป็นกระบวนเรือยิ่งใหญ่ ดังนั้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีกระบวนเรือเพชรพวง ซึ่งเป็นเรือริ้วกระบวนที่ใหญ่มาก จัดออกเป็น 4 สาย แล้วเรือพระที่นั่งตรงกลางอีก 1 สาย ใช้เรือทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 100 ลำ
ระหว่างการเคลื่อนกระบวนก็มีการเห่เรือพร้อมเครื่องประโคม จนเกิดวรรณกรรมร้อยกรองที่ไพเราะยิ่ง คือ กาพย์เห่เรือ ของ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งบรรยายถึงความงดงาม และลักษณะของเรือในกระบวนครั้งนั้น และบทเห่เรือนี้ยังเป็นแม่แบบของกาพย์เห่เรือที่ใช้กันในปัจจุบัน

สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ด้วยเหตุที่สมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆมากมาย ทั้งทรงสร้างเมืองลพบุรีขึ้น จึงมีการเสด็จฯ โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค และในบางโอกาสก็โปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนเรือหลวงออกรับคณะราชทูต และแห่พระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส จากกรุงศรีอยุธยา มายังเมืองลพบุรี
ในช่วงปี พ.ศ. 2199-2231 ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ มีการจัดกระบวนพยุหยาตราฯที่เรียกว่า “ขบวนเพชรพวง” เป็นริ้วกระบวนยิ่งใหญ่ 4 สาย พร้อมริ้วเรือพระที่นั่ง ตรงกลางอีก 1 สาย มีเรือทั้งสิ้นไม่ตำกว่า 100 ลำ ซึ่งนับเป็นกระบวนพยุหยาตราฯที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์และนับเป็นต้นแบบสำคัญของกระบวนพยุหยาตราฯในสมัยต่อๆ มา
การจัดการกระบวนพยุหยาตรลมารคในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่กล่าวมานี้ จัดได้ว่าเป็นริ้วกระบวนใหญ่แสดงความมั่งคั่งโอ่อ่า ของราชสำนักไทยในครั้งนั้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับริ้วกระบวนเรือในสมัยต่อมา จะพบว่าค่อยๆ ตัดทอนลงไปเรื่อยๆ เพราะเรือชำรุดไปตามกาลเวลาบ้าง ไม่มีผู้รู้จักทำขึ้นใหม่ให้ถูกต้องตามแผนโบราณบ้างจึงเหลืออยู่เท่าที่พอจะรักษาไว้ได้เท่านั้น กระทั่งในปี พ.ศ. 2310 ถึงคราวเสียกรุงศรีอยุธยาปรากฏว่ากระบวนเรือราชพิธีสูญสลายกลายเป็นเถ้าถ่านด้วยฝีมือของข้าศึก

บันทึกของนิโคลาส แชแวร์


ตามบันทึกของ นิโคลาส แชแวร์ ราชทูตฝรั่งเศสซึ่งเดินทางเข้ามาในสมัยนั้น ได้บันทึกไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรสยาม ถึงกระบวนเรือไว้ว่า
"ไม่สามารถเทียบความงามกับขบวนเรืออื่นใดได้ เป็นขบวนเรือที่มโหฬาร มีเรือกว่า 200 ลำ โดยมีเรือพระที่นั่งพายเป็นคู่ๆไปข้างหน้า เรือพระที่นั่งนั้น ใช้ฝีพายของพวกแขนแดงที่ได้รับการฝึกพายมาจนชำนาญ ทุกคนสวมหมวก เสื้อ ปลอกเข่า ปลอกแขน มีทองคำประกอบ เวลาพายพร้อมกับเป็นจังหวะจะโคน พายนั้นก็เป็นทอง เสียงพายกระทบเป็นเสียงประสานไปกับทำนองเพลงยอพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดิน"

บันทึกของกวีย์ ตาชาร์ด

ในปี พ.ศ. 2228 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงส่งลาลูแบร์เป็นราชทูตเข้ามายังประเทศไทย พร้อมกับคณะบาทหลวงเยซูอิด ซึ่งมีบาทหลวงผู้หนึ่ง คือ กวีย์ ตาชาร์ด เป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ไว้ในหนังสือเรื่อง จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม ในตอนหนึ่งได้เล่าถึงขบวนเรือที่ใช้ออกรับเครื่องราชบรรณาการว่า
"มีเรือบังลังก์ขนาดใหญ่ 4 ลำมา แต่ละลำมีฝีพายถึง 80 คน ซึ่งเราไม่เคยเห็นเช่นนั้นมาก่อน 2 ลำแรกนั้นหัวเรือทำเป็นรูปเหมือนม้าปิดทองทั้งลำ เมื่อเห็นมันมาแต่ไกลในลำน้ำนั้นดูคล้ายกับมันมีชีวิตชีวา มีเจ้าหน้าที่กองทหารรักษาพระองค์ 2 นายมาในเรือทั้ง 2 ลำ เพื่อรับเครื่องราชบรรณาการของสมเด็จพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ครั้นบรรทุกเสร็จแล้วก็ถอยออก ไปลอยลำอยู่กลางแม่น้ำอย่างสงบเงียบ และตลอดเวลาที่ลอยลำอยู่นี้ ไม่มีสุ้มเสียงใดเลยบนฝั่ง และไม่มีเรือลำได้เลยแล่นขึ้นล่องในแม่น้ำ เป็นการแสดงความเคารพต่อเรือบัลลังก์หลวง และเครื่องราชบรรณาการที่บรรทุกอยู่นั้น"
บาทหลวง ตาชาร์ด ยังเขียนถึงขบวนเรือที่แห่พระราชสาสน์ และเครื่องราชบรรณาการที่เดินทางออกจากกรุงศรีอยุธยา ไปยังเมืองลพบุรีไว้อีกว่า
"ขบวนอันยึดยาวของเรือบังลังก์หลวง ซึ่งเคลื่อนที่ไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อยนี้มีจำนวนถึง 150 ลำผนวกกับเรือลำอื่นๆ เข้าอีกก็แน่นแม่น้ำ แลไปได้สุดสายตา อันเป็นทัศนียภาพที่งดงามยิ่งนัก เสียงเห่แสดงความยินดีตามธรรมเนียมนิยมของชาวสยาม อันคล้ายจะรุกไล่เข้าประกับข้าศึกนั้น ก้องไปทั้งฟากแม่น้ำ ซึ่งมีประชาชาพลเมืองมาคอยชมขบวนเรือยาตราอันมโหฬารนี้อยู่"

สมัยกรุงธนบุรี


ในตอนเสียกรุงครั้งที่ 2 พม่าได้เผาทำลายเรือลงจนหมดสิ้น หลังจากนั้น เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชของไทยคืนมาได้ ก็ทรงสร้างเรือขึ้นใหม่ทั้งชุด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรือที่ใช้ในการรบพุ่งทั้งสิ้น เพราะในสมัยนั้นมีแต่การศึกสงคราม โดยมีการแห่เรือสำคัญ คือ ในการพระราชพิธีสมโภชรับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกต ซึ่งอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์และมาแห่พักไว้ที่กรุงเก่า คือพระนครศรีอยุธยามีข้อความในหมายรับสั่งพรรณนากระบวนเรือที่แห่มาจากต้นทางว่า รวมเรือแห่ทั้งปวง 115 ลำ และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปสมทบที่พระตำหนักบางธรณีกรุงเก่า ความว่ามีเรือแห่มารวมกันเป็นจำนวน 246 ลำ

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ครั้นมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ได้ทรงสร้างเรือขึ้นมาใหม่อีก 67 ลำ ซึ่งมีทั้งเรือพระที่นั่ง เรือกระบวนปิดทอง เรือพิฆาต และเรือแซง ซึ่งเป็นเรือที่สำคัญๆ เป็นที่รู้จักมาจนเท่าทุกวันนี้
ในรัชกาลต่อๆมาก็ยังมีการสร้างเรือเพิ่มขึ้นมาอีก
  • รัชกาลที่ 2 2 ลำ
  • รัชกาลที่ 3 24 ลำ
  • รัชกาลที่ 4 7 ลำ
  • รัชกาลที่ 5 ลำเดียว
  • รัชกาลที่ 6 2 ลำ
จากนั้นก็มิได้มีการสร้างเรืออีกจนถึงรัชกาลที่ 9จึงได้มีการสร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9เนื่องในโอกาสกาญจนาภิเษก เรือที่สำคัญๆ และตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ก็ได้แก่ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช สร้างขึ้นครั้งแรกในรัชกาลที่ 4 และมาสร้างขึ้นแทนลำเดิมอีกในรัชกาลที่ 6 เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 และ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 6
ในช่วงสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา อู่เรือพระที่นั่งที่ปากคลองบางกอกน้อยถูกลูกระเบิดถล่มจนเรือเสียหายไปหลายลำ จากนั้นมาจึงมีการซ่อมแซมเรือ และโอนเรือพระราชพิธี 36 ลำ ให้กรมศิลปากรดูแลเก็บรักษาไว้ที่อู่เรือพระราชพิธีปากคลองบางกอกน้อย และส่วนที่เหลืออีกราว 32 ลำ เป็นพวกเรือตำรวจ เรือดั้ง เรือแซง กองทัพเรือเก็บรักษาไว้
สำหรับกระบวนพยุหยาตราที่มีในรัชกาลปัจจุบันนั้น ส่วนมากจะเป็นการเสด็จไปทอดผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม และ พิธีสำคัญๆ อย่างเช่น การฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีกาญจนาภิเษก และ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ (สำหรับงาน เอเปค และ งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี นั้น เป็นเพียงการสาธิตแห่กระบวนเรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จในกระบวน)

ในรัชกาลที ่9


สำหรับในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคมาแล้วจำนวน 17 ครั้งแล้ว ดังนี้
  1. กระบวนพยุหยาตราชลมารค ในการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เมื่อ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2500
  2. กระบวนพยุหยาตราชลมารค (น้อย) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502
  3. กระบวนพยุหยาตราชลมารค (น้อย) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2504
  4. กระบวนพยุหยาตราชลมารค (น้อย) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2505
  5. กระบวนพยุหยาตราชลมารค (น้อย) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2507
  6. กระบวนพยุหยาตราชลมารค (น้อย) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2508
  7. กระบวนพยุหยาตราชลมารค (น้อย) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2510
  8. กระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ 200 ปี เสด็จพระราชดำเนินไปบวงสรวงสมเด็จพระบูรพามหากษัตริย์เจ้า เมื่อ 5 เมษายน พ.ศ. 2525
  9. กระบวนพยุหยาตราชลมารค (น้อย) แห่พระพุทธสิหิงค์ เมื่อ 12 เมษายน พ.ศ. 2525
  10. กระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) การพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร ประจำกรุงเทพมหานคร เมื่อ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2525
  11. กระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2530
  12. กระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539
  13. กระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
  14. ขบวนเรือพระราชพิธี การประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปก 2003 เมื่อ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2546(พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมิได้เสด็จโดยกระบวนเรือ)
  15. ขบวนเรือพระราชพิธี ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2549 (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จโดยกระบวนเรือ)
  16. กระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
  17. กระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554


เรือในกระบวนพยุหยาตราชลมารค มีดังนี้
  • เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช
  • เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์
  • เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
  • เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9
  • เรือเอกไชยเหินหาว
  • เรือเอกไชยหลาวทอง
  • เรือพาลีรั้งทวีป
  • เรือสุครีพครองเมือง
  • เรืออสุรวายุภักษ์
  • เรืออสุรปักษี
  • เรือกระบี่ปราบเมืองมาร
  • เรือกระบี่ราญรอนราพณ์
  • เรือครุฑเหินเห็จ
  • เรือครุฑเตร็จไตรจักร
  • เรือเสือทยานชล
  • เรือเสือคำรณสินธุ์
  • เรืออีเหลือง
  • เรือทองขวานฟ้า
  • เรือทองบ้าบิ่น
  • เรือแตงโม
  • เรือดั้ง
  • เรือแซง
  • เรือตำรวจ

เรือไทย : เรือภาคใต้


เรือทางภาคใต้ได้รับรูปแบบมาจากทางมาลายู

เรือหัวโทง


เป็นเรือประมงแบบท้องถิ่นในภาคใต้ของประเทศไทย นิยมใช้กันทางภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน มีกำเนิดที่กระบี่ และแพร้หลายไปในจังหวัดภาคใต้ ลักษณะเป็นเรือขนาดเล็กหัวเรือสูงงอนขึ้นไปบรรจบกับทวนหัวที่ยื่นสูงขึ้นมา และตรงทวนท้ายมีลักษณะเป็นรูปลิ่ม ขนาดตั้งแต่ 7-8 เมตรขึ้นไปจนถึง 10 กว่าเมตร ติดเครื่องท้าย ต่อมา เรือโทงเทงเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกระบี่
ส่วนสาเหตุที่เรียกเรือหัวโทง เป็นเพราะทะเลอันดามันมีคลื่นลมค่อนข้างแรง คลื่นสาดสูง เมื่อปะทะกับหัวเรือทำให้น้ำเข้าเรือได้ง่าย ด้วยภูมิปัญญาของช่างต่อเรือจึงทำให้หัวเรือแอ่นงอนเชิดสูงเพือให้แหวกคลื่นได้ดี และ น้ำไม่ทะลักลงเรือจึงเป็นที่มาขอคำว่าเรือหัวโทง และอีกสาเหตุอาจเป็นเพราะทะเลกระบี่ รอบเกาะพีพีมีปลาชื่อ "โทงแทง "ซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจของ จ.กระบี่
เรือหัวโทงเป็นเอกลักษณ์ของชาวใต้ แต่ละจังหวัดก็จะมีความแตกต่างกันออกไป เ่ช่น ระนองจะเป็นเรือหัวตัด , ชุมพร - สุราษร์ธานี จะเป็นเรือหัวแบน, นราธิวาส-ปัตตานี เป็น เรือกอและ


เรือกาบ่าง






เรือ หรือ “ก่าบาง”เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตของมอแกน เป็นทั้งพาหนะ เครื่องมือทำมาหากิน บ้านพักอาศัย และบ่อยครั้งเป็นที่เกิดและที่ตายของมอแกน ก่าบางมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือมี “ง่าม” หรือรอยหยักเว้าที่หัวเรือและท้ายเรือ ประโยชน์ใช้สอยของง่ามที่หัวและท้ายเรือก็คือเป็นที่ปีนและก้าวขึ้นลงเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมอแกนลงทะเลเพื่อว่ายน้ำและดำน้ำ การขึ้นเรือทางข้างเรือที่มีกราบทำด้วยไม้ระกำเป็นไปได้ยากเพราะไม้ระกำที่เสียบต่อกันด้วยซี่ไม้ไผ่นั้นไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักคนโหนขึ้น ง่ามมีประโยชน์สำหรับเป็นที่จับยึดเวลาลากเรือขึ้นและลงหาด 


 ก่าบาง (เรือขุดเสริมกราบไม้ระกำ ใช้ใบเตยทะเลเย็บเข้าด้วยกันเป็นใบเรือและหลังคา มีรอยหยักเว้าที่หัวเรือและท้ายเรือ มีแจวลำละ 4 – 6 แจวเผื่อเวลาไม่มีลม มีเตาไฟภายในเรือ) เรือซึ่งเป็นทั้งบ้านและพาหนะเดินทางไปตามเกาะต่างๆเพื่อทำมาหากิน เก็บเปลือกหอย ,ปลิงทะเล ,รังนก ,ฯลฯ นำไปแลกเปลี่ยนอาหารและเครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันกับเถ้าแก่บนฝั่ง พอถึงช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้(ฤดูฝน) ประมาณเดือน พ.ค. – ต.ค.ทะเลมีคลื่นลมแรง ชาวมอแกนจะหยุดเคลื่อนย้ายและอพยพขึ้นมาสร้างบ้านเรือนในบริเวณอ่าวที่เป็นจุดหลบคลื่นลมโดยจะเลือกพื้นที่ซึ่งมีแหล่งน้ำจืดและอยู่ไม่ห่างไกลจากชายฝั่งนัก ช่วงฤดูนี้ชาวมอแกนจะมีวิถีชีวิตที่ค่อนข้างติดที่และเดินทางอยู่เพียงใกล้ๆกับแหล่งที่ตั้งชุมชนเท่านั้น ในการเดินทางระยะใกล้ๆ ริมชายฝั่งทะเลนี้ชาวมอแกนจะใช้เรือแจวขนาดเล็กซึ่งขุดจากไม้ทั้งต้นที่เรียกว่า “เรือฉ่าพัน” เป็นหลักแทนเรือก่าบาง แต่วิถีชีวิตซึ่งเริ่มเปลี่ยนไปในปัจจุบันทำให้ไม่ค่อยมีชาวมอแกนใช้ชีวิต กิน อยู่ หลับนอน บนเรือขนาดเล็กสักเท่าไหร่แล้ว ประกอบกับความสะดวกรวดเร็วในการใช้ “เรือหัวโทง” มีมากกว่าจึงทำให้เรือก่าบางและเรือฉ่าพันค่อยๆ ลับเลือนหายไปจากชุมชนชาวมอแกนในที่สุด


เรือกอและ





         ประวัติและวิวัฒนาการของเรือกอและ สันนิษฐานว่าเรือกอและน่าจะเกิดขึ้นก่อนสมัยสุโขทัย ข้อสันนิษฐานดังกล่าวสืบเนื่องมาจากเหตุผล ทางประวัติศาสตร์ ดังนี้คือ 1. การเข้ามาของมุสลิมในประเทศไทยในสมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1800-1921) นั้น มุสลิมอาศัยอยู่ ในนครศรีธรรมราชตลอดจนถึงมะละกา และมีหลักฐานที่แสดงว่าในสมัยสุโขทัยนั้นประเทศไทยมีการติดต่อ กับประเทศมุสลิม เช่น อินโดนีเซีย อาหรับ ทั้งนี้ในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระเอกาทศรถ (พ.ศ. 2133-2148) ตำแหน่งเสนา-บดีทางการคลังและการท่าเรือนั้นนิยมใช้ชาวเปอร์เซีย ซึ่งก็ใช้กันเป็น ประเพณีสืบต่อมาจนตลอดสมัยอยุธยาและธนบุรี 2. มุสลิมในภาคใต้มีความชำนาญในการใช้เรือ คนไทยทางภาคใต้รู้จักการใช้เรืออย่างชำนิชำนาญ มากกว่าคนไทยในภาคกลาง เหตุผลหนึ่งที่สำคัญคือ การอยู่ติดลำน้ำและ ฝั่งทะเล และหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า ขุนนางเชื้อสายอาหรับมุสลิมมีความสามารถเป็นอย่างยิ่งใน ด้านกิจการค้าทางทะเล รับราชการได้ตำแหน่งเป็นเจ้ากรมท่า สังกัดกองทัพเรือเป็นจำนวนมาก จน กลายเป็นตำแหน่งสืบทอดแบบประเพณีจึงสันนิษฐานได้ว่า ชาวมุสลิมในภาคใต้ความคุ้นเคยและชำนาญใน การใช้เรือมาตั้งแต่สมัยโบราณ และสืบทอดความชำนาญทางด้านการเดินเรือและการประมงให้แก่ลูกหลาน 3. ปรากฏเรื่องราวของเรือและในสมัยสุโขทัย จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พอสรุปและ สันนิษฐานได้ว่าเรือกอและ และการเข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐานในภาคใต้ตอนล่างของชาวมุสลิม และเนื่องจาก ชาวมุสลิมในภาคใต้มีความชำนาญพิเศษในการออกทะเล 
                
           ดังนั้นกลุ่มชนนี้จึงยึดอาชีพการประมง และ เนื่องจากเป็นชาวพื้นเมืองที่มีทุนทรัพย์น้อย จึงมีการคิดประดิษฐ์เครื่องมือในการออกทะเลเพื่อทำการประมง ทำให้เกิด “เรือกอและ”ขึ้น สันนิษฐานว่าการวาดลวดลายจิตรกรรมบนเรือกอและน่าจะกำเนิดขึ้นเมื่อเกือบ 1 ศตวรรษที่ผ่านมา สืบเนื่องจากเหตุผลทางประวัติศาสตร์ดังนี้ 1. ปรากฏเรือกอและที่มีการเขียนลวดลายจิตรกรรม สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2. ปรากฏการแข่งขันเรือกอและที่มีการตกแต่งลวดลายจิตรกรรมในราวประมาณ พ.ศ. 2487 ในสมัยที่ขุน จรรยาวิเศษ (เที่ยง จรรยาวิเศษ บุญยพัตย์) ดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำจังหวัดปัตตานี 3. จากการสอบถามช่างต่อเรือในท้องถิ่น พอสรุปและสันนิษฐานได้ว่าชาวไทยมุสลิมเริ่มมีการตกแต่ง ลวดลายจิตรกรรมบนเรือกอและในสมัยรัตนโกสินทร์ราว 1 ศตวรรษที่ผ่านมาเพราะเนื่องจากชาวไทยมุสลิม ในเขตชายแดนภาคใต้ที่มีวัฒนธรรทางศิลปะมาตั้งแต่บรรพชนซึ่ง แสดงให้ปรากฎในด้านการประดับตกแต่ง การแต่งกายและทางด้านสถาปัตยกรรม ผนวกกับเนื่องจากชาวประมงหรือนักรบเหล่านี้ได้เคยเห็นความงาม วิจิตรของเรือในพระราชพิธีทางภาคกลาง จึงเกิดความประทับใจและมีความปรารถนาที่จะตกต่างเรือกอและ ของตนเองให้ดูสวยงาม หลังจากบ้านเมืองมีความสงบสุขสิ้นภัยจากสงครามและความวุ่นวายการตกแต่ง ลวดลายจิตรกรรมบนเรือกอและจึงเกิดขึ้น
         เรือกอและเดิมเป็นเรือที่ชาวพื้นเมืองปัตตานีใช้เป็น พาหนะในการเดินทางและทำการประมงยามว่างจากการประกอบอาชีพในยามคลื่นลมสงบ และเวลามีงานนักขัตฤกษ์ของท้องถิ่นชาวเมืองปัตตานี จะนำเรือกอและเข้ามาใช้ประโยชน์ในการพักผ่อนหย่อนใจ โดยนำมาจัดแข่งขันพายเรือ เพื่อชิงความเป็นหนึ่งในด้านความเร็ว 
              
               สมัยก่อนที่จังหวัดปัตตานีมีการแข่งขันเรือกอและในวันฮารีรายอ และวันรายอฮัจยี เป็นประจำทุกปี  ต่อมาความนิยมในการต่อเรือกอและขยายไปเกือบทุกจังหวัดที่อยู่ใกล้ทะเลนับ ตั้งแต่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของอ่าวไทย บริเวณอำเภอหัวไทร เขตจังหวัดนครศรีธรรมราชเรื่อลงมายังอำเภอเทพาจังหวัดสงขลา และอำเภอเมือง อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอสายบุรี ของจังหวัดปัตตานี ตลอดอีกหลายอำเภอในจังหวัดนราธิวาส 
           เรือกอแลเป็นเรือประมงที่ใช้ ในแถบจังหวัดภาคใต้ตอนล่างมีลักษณะเป็นเรือยาวที่ต่อ ด้วยไม้กระดานโดยทำให้ส่วนหัวและท้ายสูงขึ้นจากลำเรือให้ดูสวยงาม นิยมทาสีแล้วเขียนลวดลายด้วยสีฉูดฉาดเป็นลายไทยหรือลายอินโดนีเซีย ซึ่งนำมาประยุกต์ให้เหมาะกับลำเรือ เรือกอและมี ๒ แบบคือ แบบหัวสั้นและแบบหัวยาว ขนาดของเรือแบ่งเป็น ๔ ขนาด โดยยึดความยาวของลำเรือเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง คือ ขนาดใหญ่ยาว ๒๕ ศอก ขนาดกลางยาว ๒๒ ศอก ขนาดเล็กยาว ๒๐ ศอก และขนาดเล็กมากเรียกว่า "ลูกเรือกอและ" ยาว ๖ ศอกโดยประมาณ และด้านนอกซึ่งค่อนขึ้นไปทางขอบเรือ ทำเป็นขอบนูนออกมาข้างนอก ลักษณะเป็นกันชนของเรือยาวตลอดลำเรือเรียกว่า "ปาแปทูวอ" ที่ตอนล่างของปาแปทูวอทำรอยแซะเนื้อไม้ด้วยกบให้เป็นแนวยาวตลอดลำเรือเรียก ว่า "กอมา" เรือทั้งลำ แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหัวเรียกว่า "ลูแว" ส่วนท้ายเรียกว่า "บูเระแต" ถ้าแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนหัวเรียกว่า "ปาลอ" ส่วนกลาง (ลำเรือ) เรียกว่า "ตือเราะ" ส่วนท้ายเรียกว่า "ปูงง"


เรือยอกอง





เรือยอกอง คล้ายเรือกอและ เรือยอกอว หัวแหลม ท้ายป้าน ส่วนกอและหัวแหลม ท้ายแหลม หรือที่ชาวนราธิวาสเรียกว่า "คอฆอล" ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองของคนท้องถิ่นในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเรียกตามลักษณะของเรือ เพราะมีขนาดไม่เล็กและไม่ใหญ่ ซึ่งมีความสวยงามมาก ถ้ายิ่งเรือที่ประกอบเสร็จใหม่ จะมีการทาสีตกแต่งลวดลายอันประณีตบรรจงอย่างสวยงามมาก ซึ่งในอดีตเรือตัวนี้จะมีการนำเรือยอกองมาใช้ในการประกอบอาชีพการทำประมงจน ถึงในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ การแข่งขันเรือยอกองได้เริ่มมีการแข่งขันใน พ.ศ. ๒๕๒๓ และได้หยุดไประยะหนึ่ง แล้วได้มีการจัดการแข่งขันขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ก็ได้มีการจัดการแข่งขันเรือยอกอง อย่างจริงจังขึ้น พร้อม ๆ กับการแข่งขันเรือกอและ และเรือยาว ซึ่งเรือทั้ง ๒ ประเภทนี้ได้จัดให้มีการแข่งขันมานานแล้ว และเรือยอกองยังได้เป็นเรือประเภทหนึ่งที่ได้ทำการแข่งขันหน้าพระที่นั่ง ซึ่งเรือที่ชนะจะได้รับรางวับถ้วยพระราชทาน



วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เรือไทย ตอนเรือต่อ

ชนิดของเรือ : เรือต่อ

 เรืออีแปะ





เป็นเรือต่อคล้ายเรือสำปั้น แต่หัวท้ายเรือสั้นกว่า และถากตรงเสริมกราบรอบตลอดลำเรือ ท้องแบน มีตำนานเล่าว่า เดิมเป็นเรือสำปั้นหลุดลอยตามลมพายุฝนมา มีผู้เก็บเรือได้ และไม่รู้ว่าเรือลำนี้เป็นของใคร มีการสอบถามหาเจ้าของเรือ มีผู้อ้างเป็นเจ้าของหลายคน และตกลงไม่ได้ว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง ผู้เก็บเรือได้ จึงทำการดัดแปลงเรือเสียใหม่ ให้แตกต่างจนจำไม่ได้ว่าเคยเป็นเรือสำปั้นมาก่อน ต่อมาเรืออีแปะเป็นที่นิยมของพ่อค้าชาวจีนนำไปใช้เป็นเรือขายโอเลี้ยง กาแฟ 

      เรืออีแปะ สร้างจากไม้กระดานหลายๆ ชิ้น มี กงเรือ หัวและท้ายเรือมีลักษณะคล้ายกันโดยหัวเรือแหลมทรงเตี้ย มีขนาดกว้างไม่เกิน 1 เมตร ใช้พายแจวไม่ได้ ท้องเรือกว้างบรรจุสิ่งของได้มาก ด้านหัวและท้ายเรือที่มีกระดานปู และบางลำมีกระดานปูท้องเรือ


เรือสำเป๊ะ เรือเช้าเป๊ะ เรือผีหลอก



รูปร่างเพรียวกว้างประมาณ ๕๐-๖๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๔ วา ๒ ศอก(ประมาณ ๙ เมตร ) หัวเรือเรียวเล็ก ท้องเรือแบนราบจึงแล่นในน้ำตื้นได้สะดวก คล่องตัวในการแจวหรือพายทวนน้ำ พื้นตอนท้ายเรือใช้ไม้กรุปิดและเปิดได้ยาว ๑ เมตร สำหรับให้คนยืนแจวเรือ พายเรือ ภายในมีที่ว่างสำหรับขังปลาขนาดใหญ่ที่จับได้ ตลอดลำเรือมีกงขึ้นห่างเป็นช่วง ๆ ท้องเรือปล่อยโล่งไม่มีไม้ปิดแต่ใช้ทางมะพร้าวตัดปลายใบเล็กน้อยป้องกันมิให้ปลาที่กระโดดเข้ามาหนีออกไปได้
                สาเหตุที่เรียกชื่อว่า “ เรือผีหลอก “ ก็เพราะด้านข้างลำเรือมีไม้กระดานสีขาวหรือสังกะสีแผ่นสี่เหลี่ยม ผูกติดไว้กับแคมเรือมีความสูงเรี่ย ๆ น้ำ เมื่อแล่นผ่านสายน้ำก็จะสะท้อนเป็นเงาวาววับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน ทำให้ปลาที่อยู่บนผิวน้ำตกใจกระโดดลอยสูงและตกลงมาบนแผงได้ เลยเข้าสู่ท้องเรือ
การหาปลาจะหาในช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ เพราะเป็นฤดูที่มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ปลาก็ชุกชุมและมีขนาดใหญ่ ปลาที่เข้าเรือผีหลอกนี้ส่วนใหญ่เป็นปลาที่หากินน้ำตื้นเช่น ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลาซิว ปลาฉลาด ปลาเนื้ออ่อน ปลากระทุงเหว ปลาเสือ ปลากระดี่ ปลากระบอก ปลากะพง (กะพงขาว และกะพงข้างลาย ) เป็นต้น เวลาที่เหมาะสมในการใช้เรือผีหลอกออกจับปลา คือ เวลากลางคืนตั้งแต่ ๓ ทุ่ม ไปจนรุ่งสาง เมื่อฟ้าสว่างในตอนเช้า ผู้ที่มีบ้านอยู่ริมแม่น้ำ จะได้เห็นเรือผีหลอกพายกลับมาพร้อม ๆ กันหลายลำ



เรือบด 





เรือบดเป็นเรือที่พระหลาย ๆ วัด นิยมใช้พายเรือบิณฑบาตตามริมน้ำเพราะพายง่ายเป็นเรือต่อแบบฝรั่งทำด้วยไม้สักต่อกระดาน 4 แผ่น มีรูปร่างหัวเรียว ท้ายเรียว เพรียวบาง บางลำหัวเรือเรียวแต่ท้ายตัดเป็นเหลี่ยมแบบเรือทหาร ต่อจากไม้หรือสังกะสี คล้ายกับเรือกรรเชียงของชาวตะวันตก บางลำมีลักษณะเป็นเกล็ด คือใช้ไม้แผ่นเล็ก ๆ หรือใช้แผ่นสังกะสีเรียงซ้อนกันเป็นเกล็ด ส่วนตัวโครงเรือทำด้วยไม้.
ถ้าเรือบดแบบเพรียวหัวเพรียวท้าย ต่อด้วยไม้แผ่นตัดเป็นรูปโค้งปีกกา ปิดส่วนหนึ่งของด้านบนหัวและท้ายเรือ ซึ่งเรียกว่า ตะปิ้ง เอาด้านใดเป็นหัวเรือก็ได้

ชาวเรือมีไว้ใช้พายออกจากเรือใหญ่ เรือของชาวบ้านใหญ่กว่า และมีไว้ติดบ้าน เข้าใจว่าเรียกเพี้ยนมาจากคำว่า โบต กล่าวกันว่าเข้ามาในเมืองไทยในสมัยรัชกาลที่ 4



เรือเจ๊กขายหมู



      
    เป็นเรือต่อ ที่นำเอาแผ่นไม่มาประกอบ กับกระดูกงู เสริมกาบ และใช้ชันยารอยต่อของไม้เพื่อไม่ให้น้ำเข้าสู่เรือได้ หัวเรือท้ายเรือตัดเป็นเหลี่ยมความยาวของเรือตลอดลำมากจึงเหมาะกับการบรรทุกสิ่งของ จำนวนมากๆ เนื่องจากท้องเรือแบนและกว้าง ความกว้างตลอดหัวจรดหางเกือบเท่าๆกัน สอบหัว และท้ายลำเรือเล็กน้อย ชาวบ้านในจังหวัดพิจิตรนิยมใช้เรือชนิดนี้ในการทำประมง และค้าขายสิ่งของ


เรือป๊าบ






       เรือมีลักษณะหัวท้ายเรียวมนลำกว้างท้องแบน พัฒนามาจากเรือแตะของภาคกลาง ช่างต่อมักใช้ไม้สักต่อจากภาคเหนือ อาจส่งไม้มาต่อแถวย่านรังสิต โดยใช้กงเรือ มีพื้นส่วนหัวและส่วนท้ายเรือ กลางลำลดพื้นลงต่ำ ใช้เป็นเรือบรรทุกของเล็กๆน้อยๆ โดยสารได้ไม่เกิน 3-4 คน ความยาวเรือประมาณ 2 วา ใช้สอยทั่วไปตามริมหนอง คลองบึง มักจะเป็นเรือต่อสำเร็จรูปจากจังหวัดที่มีไม้สักมากและลำเลียงลงมาขายในภาคกลาง
      เรือป๊าบ เป็นเรือต่อลักษณะคล้ายเรือเจ๊กขายหมู แต่มีขนาดสั้นกว่าและหัวเรือ ท้ายเรือเชิดสูงกว่าท้องเรือ เป็นเรือที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด ชาวบ้านจึงนิยมใช้เป็นพาหนะยามน้ำท่วมสัญจรไปในที่ต่างๆ และใช้ในการประมงด้วย ในอดีตพระสงฆ์ก็ใช้เรือนี้บิณฑบาตรในแม่น้ำน่านด้วย

เรือแตะ




เป็นเรือที่ต่อด้วยไม้ทั้งลำเรือ โดยใช้ไม้สักและไม้ตะเคียน ห้วท้ายมน ท้องเรือเป็นเหลี่ยม ใช้ไม้กระดาน 5 แผ่น เสริมกาบเรือทั้งสองข้าง มีความยาวตลอดลำเรือประมาณ 3เมตร  นั่งได้ประมาณ 4-5 คน ใช้ในสวน เพื่อบรรทุกผลผลิตจากสวน หรือใช้ตกปลา หรือใช้ติดตอ่ภายในหมู่บ้าน


เรือเข็มหรือเรือโอ่






- เรือเข็มเป็นพาหนะทางน้ำที่ใช้แรงคนพาย มีขนาดเล็กและเร็วที่สุด ปกติเรือเข็มจะทำด้วยไม้กระดาน 3 แผ่น แผ่นกลางเรียกว่าท้องเรือ อีก 2 แผ่น เรียกว่าข้างเรือ ยึดติดกันด้วยกงเรือขนาดเล็กอาจจะมีการยกขอบเรือด้วยไม้กว้างประมาณ 5 นิ้วอีกด้านละแผ่น ไม้ทั้งสามแผ่นจะไปรวมกันที่บริเวณหัวและท้ายของเรือ ดังนั้นหัวเรือเข็มจึงมีลักษณะแหลมไม่ต้านน้ำ เรือเข็มยาวประมาณ 4-5 เมตร บริเวณกลางเรือค่อนข้างไปทางหัวเรือทั้งสองมีไม้กระดานวางคล้ายเป็นที่นั่งเรียกว่ากระทงเรือ กลางเรือปูด้วยไม้กระดานที่บางและเบาบนกระดานเรือมีม้านั่งที่นำด้วยไม้เป็นที่นั่งสำหรับคนพายเรือ เรือเข็ม มีน้ำหนักเบาสามารถยกได้ด้วยมือข้างเดียว
        พายสำหรับที่ใช้พายเรือเข็มมีทั้งแบบใบพายเดียวกับใบพายคู่ พายเดี่ยวมีใบพายเพียงใบเดียวส่วนปลายอีกด้านหนึ่งจะเป็นด้ามยาวประมาณ 2 เมตร พายมีขนาดเล็กเรียวน้ำหนักเบา การพายเรือเข็มแตกต่างกับการพายเรือธรรมดา เพราะเรือเข็มมีขนาดเล็กผู้พายจะใช้วิธีการคัดท้ายเรือกับลำเรือไม่ได้เพราะจะทำให้เรือคว่ำผู้พายจะต้องใช้ข้อกำลังแขนและพายให้เรือเข็มวิ่งไปข้างหน้าตามทิศทางที่ต้องการ ผู้พายจะต้องไม่ยกพายขึ้นเหนือผิวน้ำ พายจะเป็นตัวประคองไม่ให้เรือคว่ำ ดังนั้นการพายเรือเข็มจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะที่เกี่ยวกับแรง พายอีกชนิดหนึ่งคือพายคู่มีขนาดเล็กเช่นเดียวกับพายเดียวแต่จะยาวกว่าพายเดียวประมาณ 1 เมตร มีใบพาย 2 ใบ ที่ปลายทั้งสอง ผู้พายจับพายบริเวณกลางพาย แล้วใช้ใบพายทั้งซ้ายและขวาพายเรือพาเรือเข็มวิ่งไปข้างหน้า โดยปกติจะบรรทุกผู้โดยสารคือคนพายเรือไปเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ถ้าผู้โดยสารมีน้ำหนักน้อยก็สามารถโดยสารมาได้ 2 คน แต่ทั้งสองคือคนพายและผู้โดยสารจะต้องหันหลังชนกัน และหลังจะต้องติดอยู่ด้วยกัน ผู้ที่โดยสารจะต้องนั่งตัวตรง ผู้พายจะทำหน้าที่จับสมดุลไม่ให้เรือคว่ำโดยใช้พายและลำตัวของ ผู้พาย
    
         เรือเข็มเป็นพาหนะชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมของหนุ่มสาวในสมัยนั้น เรือประเภทนี้สามารถแล่นไปในน้ำตื้นได้ ในฤดูแข่งเรือมีผู้นิยมนำเรือเข็มไปพายแข่งกันมีทั้งการแข่งทางตรงและการพายอ้อมสิ่งกีดขวางที่อยู่ในลำน้ำหรือพายลอดราวไม้ที่ขวางอยู่ตามลำน้ำ ในบางครั้งมีการนำปีบไปวางไว้ตามลำเรือแทนม้านั่งแล้วพายแข่งกันเป็นการทดสอบการสร้างสมดุลของผู้พาย บางครั้งมีการแข่งขันกันโดยให้ผู้พายคว่ำเรือกลางแม่น้ำแล้วให้กู้เรือจากกลางแม่น้ำ แล้วปีนขึ้นมาบนเรือแล้วพายต่อไปยังเป้าหมาย วิธีการกู้เรือกลางน้ำผู้กู้เรือยืนไม่ถึงพื้นดินแต่นำกระดานเรือมาหนีบไว้ที่หว่างขาทั้งสองข้างแล้วใช้มือทั้งสองยกเรือพ่นน้ำ โดยกระดานเรือจะช่วยต้านน้ำไว้ในขณะกู้เรือ จากนั้นคนกู้เรือจะนำกระดานไปวางไว้ในเรือเข็มแล้วปีนขึ้นไปบนเรือโดยใช้มือทั้งสองข้างกดบนกระดานกลางลำเรือพยุงตัวพ่นจากน้ำลงไปในเรือนั่งในเรือพายเรือไปยังเป้าหมาย โดยปกติเจ้าของเรือมักจะไม่จอดเรือเข็มไว้ในน้ำเมื่อเลิกใช้ก็จะยกเรือขึ้นเก็บ เมื่อจะใช้ก็จะยกเรือลงน้ำ

- เรือเข็มนี้เหมาะสำหรับแม่น้ำลำคลองที่ไม่มีคลื่น มักใช้เป็นเรือสำหรับพระออก บิณฑบาตเพราะเรือมีความเร็วสูงจึงใช้เรือโปรดญาติโยมในระยะไกลได้ รวมทั้งเป็นการฝึกอารมณ์ของพระภิกษุให้มีสมาธิแน่วแน่อยู่กับการพายเรือ การพายเรือเข็มของพระภิกษุมีความยากลำบากเพราะมีเครื่องแต่งกายที่ไม่รัดกุมเหมือนชาวบ้าน ตามชนบทก่อนที่จะมีงานบวชลูกชายญาติ ๆ จะช่วยกันต่อเรือเข็มเพื่อผู้ที่จะบวชเป็นพระได้ใช้เรือเข็มในการบิณฑบาตร ดังนั้นผู้ที่จะบวชเป็นพระจึงจำเป็นที่จะต้องหัดพายเรือเข็ม นับว่าเป็นการสร้างสมาธิการเตรียมตัวที่จะเป็นพระภิกษุ หากพระภิกษุองค์ใดพายเรือเข็มรับบาตรแล้วเกิดเหตุเรือร่มหลายครั้งหรือไม่สามารถพายเรือเข็มได้ก็จะถูกตำหนิว่าเป็นคนที่ไม่มีสมาธิ เรือเข็มจึงมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานสำหรับชุมชนแม่น้ำท่าจีน

                                                                        เรือเข็มโบราณ



เรือโป๊ะ 




เป็นทั้งเรือต่อและเรือที่ใช้ลูกมาดแล้ววางกง ตั้งโขนทั้งหัวและท้ายเหมือนกัน ลำเรือรูปเพรียวลมมีเสากระโดงใบแขวน ใช้หางเสือแขวนกับหลักเรียกว่า โด่ ด้ามหางเสือแนบกับแคมเรือ ใช้แจวยึดกับหลักแจวข้างแคมเรือซ้ายขวา ถ้าอยู่ในทะเลจะใช้ใบ เรือโป๊ะใช้ประกอบอาชีพประมงทะเลเรียกว่า ทำโป๊ะ
เรือโป๊ะ จะออกไปจับปลาตามหลักจันทรคติ เวลาจับปลาจะเลื่อนไปเรื่อย ๆ ตามเวลาน้ำขึ้นน้ำลง เรือโป๊ะจะจับปลาตอนกลางคืน เพราะธรรมชาติของปลาทะเลจะว่ายตามน้ำ ปลาผิวน้ำจะว่ายตามน้ำขึ้นมาหาอาหารตามชายฝั่ง พอน้ำลงก็ว่ายกลับสู่ทะเล


เรือสำปั้น




เป็นชื่อเรือต่อชนิดหนึ่ง ใช้เป็นพาหนะสำหรับอาศัยไปมา หรือบรรทุกสิ่งของสินค้าขึ้นล่องทางน้ำ โดยการแจวหรือพายเรือสำปั้นของไทยในชั้นเดิมสันนิษฐานว่า ได้แบบอย่างจากเรือของจีน เป็นเรือต่อด้วยไม้กระดานแผ่นยาวพอประมาณ จำนวนสามแผ่นประกอบเข้าเป็นลำเรือ
           ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ บุนนาค) ได้คิดดัดแปลงเรือสำปั้นเรียกว่าเรือสำปั้นแปลง โดยเพิ่มกระดานที่นำมาต่อเรืออีกสองแผ่น รวมเป็นห้าแผ่น ลักษณะท้องเรือค่อนข้างมน กลางลำป่องเป็นกระพุ้ง หัวและท้ายเรือเพรียว ส่วนท้ายเรืองอนเชิดขึ้นสูงกว่าหัวเรือ  ต่อมาได้คิดต่อให้ใหญ่และยาวขึ้นเป็น 7 - 8 วา และต่อมาได้ต่อได้ยาวถึง 14 - 15 วา ใช้กันแพร่หลายเป็นลำดับมา ในชั้นหลังใช้ไม้สักแทนไม้ฉำฉา
               เรือสำปั้นขนาดย่อม ใช้กำลังคนพายท้ายเรือ และหัวเรือแห่งละคน ส่วนเรือสำปั้นขนาดใหญ่ และยาวมากมักใช้แจวแทนพาย อาจมีหนึ่งแจว หรือสองแจว แต่บางลำใช้หกหรือแปดแจวก็มี
ต่อมาได้มีการต่อเติม และดัดแปลงให้มีรูปลักษณะและสิ่งประกอบต่าง ๆ ตามความนิยม และประโยชน์ใช้สอย จึงมีเรือสำปั้นต่างชนิด และเรียกชื่อต่าง ๆ กันเช่น

เรือสำปั้นเพรียว หรือเรือเพรียว เป็นเรือสำปั้นขนาดเล็กและเพรียว  เรือเพรียวเป็นเรือขนาดเล็กเรียวยาวดูประเปรียวพายพร้อมๆกัน จะเคลื่อนที่ได้เร็ว กินน้ำน้อยสามารถพายได้ในน้ำตื้น มีใช้อยู่ทั่วไปตามสภาพท้องถิ่นและความจำเป็น เช่น ใช้บอกข่าวคล้าย “มาเร็ว” ของทางราชการในการส่งข่าวสำคัญ บางครั้งใช้ในการสอดแนมหรือร่วมสงครามทางน้ำ (ใช้ในพื้นที่ทำสงครามซึ่งไม่มีพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ใช้บรรทุกคนเจ็บป่วยไปสุขศาลาหรือไปหาหมอในตัวเมือง เพราะพายได้รวดเร็ว  ใช้บริจาคเป็น “ทาน” มอบให้แก่วัดต่างๆ เพื่อใช้สอยในงานบุญกฐิน และบรรทุกสำภาระภายในวัด ใช้ในการชักลากเรือต่างๆ เช่นชักลากเรือกฐิน (หลังวันออกพรรษาก่อนหน้าวันลอยกระทง) ไปตามลำน้ำ (คล้ายพระราชพิธีถวายกฐินพระราชทานพยุหยาตราทางชลมารค)ใช้ชักลากเรือบรรทุกทรายไปวัดในช่วงฤดูน้ำหลาก หรือใช้ชักลากเพรียวพระน้ำในวัน แรม 1-2 ค่ำ เดือน 11 ตามประเพณีนิยมของชาวพุทธที่เรียกว่า “ลากพระหลังวันออกพรรษา”
           ใช้ในการพายแข่งขันกันเพื่อความสนุกสนาน หรือแข่งขันชิงรางวัลและพายแข่งขัยโดยการวางเดิมพันเพื่อการพนันขันแข่ง




เรือสำปั้นสวน  เป็นเรือขนาดกลาง ใช้บรรทุกผลิตผลจากสวน




เรือสำปั้นจ้าง หรือเรียกสั้น ๆ ว่า เรือจ้าง เป็นเรือขนาดกลางใช้คนแจวคนเดียว มีทั้งแบบตั้งเก๋งโถงและเรือเปล่า ใช้รับจ้างส่งคนข้ามฟากหรือไปในระยะไม่ไกลนัก



เรือสำปั้นเล็ก ยาวประมาณหนึ่งวาสองศอกถึงสองวา ใช้พายคนเดียว บางทีเรียกเรือคอน มักใช้เป็นเรือพายขายของกินต่าง ๆ
เรือสำปั้นประทุน  เป็นเรือขนาดกลาง ติดหลักแจวหนึ่งหรือสองหลัก ตอนกลางลำเรือทำประทุนรูปโค้งกั้นแดดกันฝนต่างหลังคา ใช้สำหรับเดินทางรอนแรมไปไกล ๆ



เรือสำปั้นเก๋ง  เป็นเรือขนาดกลาง และขนาดใหญ่ อาจใช้แจวสี่ถึงแปดแจว กลางลำเรือตั้งเก๋งเครื่องกั้นแดดกันฝน
เรือสำปั้นแปลง มีขนาดทั้งเล็ก กลาง และใหญ่ ดัดแปลงขึ้นใหม่ให้เหมาะสม สำหรับขนส่งสิ่งของ โดยทำส่วนกราบเรือทั้งสองข้างสูงขึ้นกว่าปรกติ


เรือจู๊ด




เรือจู๊ด เป็นเรือต่อที่สร้างขึ้นมาในระยะหลังประมาณสิบปี เป็นเรือต่อคล้ายเรือแตะ ลักษณะหัวท้ายเรียว กลางกว้าง ท้องเรือกลมเกือบแบน รูปร่างเพรียว ยาว นั่งสบาย ไม่โคลง เดิมต่อมาจากจังหวัดภาคเหนือแล้วล่องมาขาย พ่วงติดกันมาเป็นแพ ลอยตามต้ำมาในฟดูน้ำหลาก ราคาไม่แพง วิธีการต่อง่ายๆ ไม่ใช้เทคนิคอะไรมากมาย ระยะหลังมีการต่อกันแถวรังสิต ปทุมธานี


เรือข้างกระดาน


เรือข้างกระดานหรือเรือเครื่องเทศเป็นเรือแจว ใช้ไม้แผ่นกระดานประกอบขึ้นเป็นตัวเรือ คล้ายเรือสำปั้นแต่แบนกว่า และหางเสือกว้างกว่าเรือสำปั้น ตอนกลางมีประทุน เก๋ง กรุด้วยแผ่นกระดานรางลิ้น หลังคาโค้งเล็กน้อย ท้ายเรือเป็นขยาบ ยก ตอนท้ายมีที่นั่งระหว่างเสาเก๋งท้าย เพื่อให้คนนั่งถือหางเสือ คนท้ายอาจจะแจวไปด้วยถือท้ายไปด้วย ใช้เป็นเรือขายของ เสมอืนซุปเปอร์มาร์เกตน้อยๆ ลอยน้ำ ส่วนใหญ่จะใช้ในหมู่ชาวอิสลาม และอาศัยอยู่กันในเรือทั้งครอบครัว ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น


เรือแท๊กซี่




เรือแท๊กซี่ เป็นเรือตอ่ด้วยไม้ มีลักษณะคล้ายเรือสำปั้น แต่หัวเรือแบนใหญ่ เชิดขึ้นท้ายเรือต่ำ มีหลังคาประทุนกันแดดฝน เครืองเรือตั้งอยู่กลางลำเรือ ใบพัดเรืออยู่ใต้ท้องเรือ ด้านซ้ายมือมีพวงมาลัยบังคับให้เลี้ยวซ้าย-ขวา อยู่หน้าลำเรือ  มีความยาวตลอดลำเรือประมาณ 10-12 เมตร แล่นได้ไม่เร็วมากนัก แต่มีแรงจูงมาก  ดังนั้นนอกจากเรือแท๊กซี่จะใช้รับบรรทุกผู้คนเดินทางไปตามแม่น้ำแล้ว ยังจะเป็นเรือสำหรับลากจูงเรือบรรทุกข้าวสาร-ข้าวเปลือก หนักๆหลายลำได้ด้วย

เรือเมล์




เรือเมล์เป็นเรือหัวแหลมแบบเตารีดด้วยถ่านสมัยก่อน ซึ่งเป็นแบบเรือยนต์ของฝรั่ง ซึ่งมีหลังคาเป็นแผ่นบางๆ ยาวไปตามลำเรือ มีเสารองรับ มีผ้าใบผูกติดชายคาเรือสำหรับบังแดดฝน เครื่องยนต์ติดกลางลำเรือ มีปล่องท่อไอเสียติดอยู่บนหลังคา พวงมาลัยอยู่หัวเรือ และทีท้ายเรือมีห้องสุขา มีควา่มยาวตลอดลำเรือ ประม่าณ 12-16 เมตร ใช้เป็นพาหนะสำหรับให้บริการผู้โดยสารจำนวนมาก ตามเส้นทางต่างๆ ปัจจุบันใช้เป็นเรือลากจูง

เรือหม้อ Motor boat




เรือหม้อหรือมอเตอร์โบ๊ท เป็นเรือต่อด้วยไม้สัก ส่วนกงเรือใช้ไม้ตะเคียน มีทวนหัวตั้งตรง ท้ายเรือโค้งมน ท้องเรือกลมกินนำลึก การขับเคลื่อนใช้เครื่องจักรไอน้ำ โดยใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง มีปล่องไฟหุ้มด้วยทองเหลือง ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า เรือหลวงปล่องเรือ ปัจจุบันเห็นได้มในภาคกลาง



เรือเท้ง




เรือชนิดหนึ่งรูปร่างคล้ายเรือกำปั่น ตอนหัวหนาและงุ้มเป็นปากนก ท้ายเรือปาดลงเป็นรูปแตงโม มีเสาหัวและเสากลางสำหรับชักใบกลางลำมีเก๋ง ท้ายเรือมีบาหลีรูปกลมและมีแคร่รอบบาหลีท้าย หัวเรือไม่เจาะรูสมอ

เรือหางยาว 



              เป็นเรือยนต์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเพรียวยาว ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่ท้ายเรือ มีท่อโลหะยาวคล้ายหางติดใบจักร ใช้แทนหางเสือไปในตัว และยกขึ้นลง โยกไปทางซ้าย ทางขวา เพื่อเปลี่ยนทิศทางได้
       เรือหางยาวรุ่นแรกถือกำเนิดบนรูปร่างของเรือพายที่นำเครื่องยนต์ เช่น เครื่องสูบน้ำ หรือเครื่องฉุดระหัดเก่า มากลึงต่อกับเพลายาวที่มีปลายเป็นใบพัด แล้วนำไปติดตั้งที่ช่วงกลางของลำเรือ ให้ใบพัดจุ่มลงไปในน้ำพอควร ใช้กำลังของเครื่องยนต์ที่ส่งตรงจากเครื่องถึงใบพัด ฉุดใบพัดให้หมุน ใบพัดจะผลักน้ำในระยะไกลกว่าตัวเรือพอสมควร ทำให้เกิดแรงดันให้เรือวิ่งได้
     เรือหางยาวในปัจจุบัน ใช้เครื่องยนต์จากรถยนต์มาติดตั้ง วิ่งได้ในแม่น้ำลำคลอง หนองบึง ชายทะเล บริเวณน้ำตื้น ใช้ได้ทั้งเรือเล็กและเรือใหญ่ เครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงจะแล่นได้เร็ว สามารถยกใบพัดพ้นที่ตื้นเขินได้ การบังคับเรือง่าย เพียงแค่โยกใบพัดหรือใบจักรก็สามารถบังคับเลี้ยวได้ ถ้าถอดหางออกก็ใช้เป็นเครื่องสูบน้ำได้


..............................................................................
                                       
  เรือพ่วง 

ลักษณะเป็นเรือบรรทุกสินค้าหลายๆลำผูกโยงกันเป็นพวง แล้วมีเรือยนต์หรือเรือกลไฟลากจูง เรียกกันว่าเรือโยงขบวนเรือพ่วง มักจะพ่วงเรือประเภทเดียวกันเพราะการใช้เรือบรรทุกสินค้าแต่ละประเภทก็เหมาะสมกับสินค้าแต่ละประเภท เช่น เรือกระแชง เรือ เอี้ยมจุ๊น เรือแจวใหญ่

เรือกระแชง 





เป็นเรือต่อทำจากไม้สัก ท้องเรือโค้งกลมมีลักษณะคล้ายแตงโมผ่าครึ่งมี3ขนาดคือ เล็ก กลางใหญ่ ทวนหัวท
วนท้ายแบนเรียบ กงเรือเป็นไม้โค้งตามท้องเรือและวางเรียงกันถี่มาก ข้างเรือเป็นแผ่นไม้หนายึดเหนี่ยวด้วยลูกประสัก (สลัก) ที่ทำจากไม้แสมเหลากลม ด้านนอก โตกว่าด้านใน ส่วนปลายลูกประสักด้านในผ่ากราดด้วยลิ่มกันลื่นออก บนดาดฟ้าทำประทุนครอบเรือ (หลังคา) และมีฝาไม้ปิดด้านหน้าและด้านหลัง
กระแชง เป็นการเรียกเรือต่อ ที่ทำหลังคาด้วยกระแชง คลุมตลอดลำ กระแชงคือ เครื่องบังแดดบังฝนทำจาก ใบเตย ใบจาก มาเย็บเป็นแผงสมัยก่อนทำจากใบไผ่ เบากว่าที่ทำจากใบจากและกันความร้อนได้ดี กระแซงแบบนี้ คนจีนมักจะทำขาย ต่อมาราคาแพง คนจึงหันมาใช้สังกะสี แทน ทำให้กระแซงใบไผ่หายไป เรือกระแชง ที่พบเห็นส่วนมากจะเป็นเรือบรรทุกสินค้า หากเปรียบเทียบเรือที่สัญจรไปมาในลำน้ำในอดีตเทียบกับถนนหนทางในปัจจุบัน เรือกระแชง ก็เปรียบเสมือนรถพ่วง 18 ล้อ


เรือเมขลา


เป็นเรือที่นำเรือกระแชงมาดัดแปลงตกแต่ง ทำเป็นเรือท่องเที่ยว ได้รับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา จากกรุงเทพฯ ไปอยุธยา มีห้องพักภายในเรือ มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมทั้งเครื่องปรับอากาศในห้องพักทุกห้อง ดาดฟ้าด้านบน จะเป็นที่พักผ่อนตามอัธยาศัย นักท่องเที่ยวจะได้พบกับวิถีชีวิตของชาวบ้านริมน้ำ และชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเรือในน่านน้ำเจ้าพระยา อีกรูปแบบหนึ่งด้วย


เรือเอี้ยมจุ๊น 




              เป็นเรือขนาดใหญ่ นิยมต่อด้วยไม้เคี่ยม ท้องเรือเรียวแหลมเล็กน้อย หัวและท้ายเรือจะเป็นทวนไม้ตั้งขึ้นแข็งๆ เรียกว่าทวนตั้ง ไม่อ่อนโค้ง เหมือนทวนเรือกระแซง ระดับเรือจากหัวถึงท้าย เกือบจะอยู่ในระดับเดียวกัน หางเสือเป็นประเภทที่ใช้คล้องติดกับหลักท้ายเรือ ไม่เหมือนหางเสือเรือกระแซง ที่เกี่ยวติดกับท้ายเรือ ท้ายเรือมีขยาบเป็นหลังคา สำหรับเป็นที่พักและนั่งถือหางเสือ

         เรือเอี้ยมจุ๊น ต่อด้วยไม้รูปร่างอ้วนใหญ่ นิยมใช้ไม้เคี่ยม โดยทั่วไปลักษณะคล้ายเรือกระทงแตกต่างกันตรงท่อนหัวเรือ และท้ายเรือเอี้ยมจุ๊น มีลักษณะเป็นสันที่เรียกว่าทวนตั้ง ท้ายเรือมีประทุนสำหรับเป็นที่พักและที่นั่งของผู้ถือหางเสือเรือ เคลื่อนที่ได้โดยใช้เรือยนต์ลากจูง ใช้ถ่อหรือแจว เรือเอี้ยมจุ๊นรูปร่างอ้วนใหญ่เพราะต้องการใช้บรรทุก ตัวเรือต่ออย่างแข็งแรง
             เรือเอี้ยมจุ๊น ในภาษาแต้จิ๋ว แปลว่าเรือเกลือ เข้าใจว่าจะเคยบรรทุกเกลือมาก่อน อีกทั้งเจ้าของเรือ ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน นิยมใช้บรรทุกสินค้าขนาดหนักอย่างกว้างขวาง บริเวณปากน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และบางปะกง เคลื่อนที่โดยการลากจูงด้วยเรือยนต์


 
เรือฉลอม 





เรือต่อชนิดท้องกลมเล็กกว่าเอี้ยมจุ๊นมีกระดูกงูและกง พื้นหัวและส่วนท้ายสูงเกือบเสมอปากเรือพื้นกลางลดระดับเป็นระวางบรรทุกสินค้าปกติใช้เรือใบมีเสากระโดงเรือประจำเรือ หางเสือแบบเดียวกับเรือเอี้ยมจุ๊น นิยมใช้ตามหัวเมืองแถวปากน้ำติดกับทะเลและลึกเข้ามาก็มี มีทั้งใช้จับปลาและใช้บรรทุกสินค้าประเภทเครื่องบริโภค เช่นน้ำปลา ปลาเค็ม อาหารทะเลอื่นๆ ทั้งสดและแห้ง
สมัยโบราณเวลาเกิดศึกสงครามก็จะถูกเกณฑ์ไปใช้ในราชการทัพด้วย และนับเป็นเรือชนิดแรกของไทยที่สามารถกางใบแล้ววิ่งทวนลม (วิ่งก้าว) ได้ เรือฉลอม เป็นเรือขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ถ้าเป็นขนาดกลางใช้ใบเดียว ถ้าเป็นขนาดใหญ่ใช้ ๒ ใบ เสากระโดงเรือใหญ่เอนไปข้างท้ายเรือเล็กน้อย มีหางเสือ ๒ อัน ห้อยลงสองข้างท้ายเรือ เวลามีคลื่นลมแรงจะใช้หางเสือทั้งสองอัน ถ้าคลื่นลมสงบ ใช้หางเสือเดียว เพราะสามารถหย่อนลงไปได้ลึกและยังถ่วงมิให้เรือโคลงไปตามลม ใบหางเสือเรืออีกอันที่เหลืออาจถอดตั้งไว้ท้ายเรือ โดยเอาใบหางเสือขึ้นทำเป็นใบเรือได้อีกด้วย เพื่อให้หัวเรือหันสู้ลม เรือจะได้ไม่ส่ายไปมา

วิ่งก้าว ( เป็นภูมิปัญญาของชาวเรือที่เรียนรู้เกี่ยวกับการแล่นเรือ)เป็นการแล่นเรือเมื่อทิศทางลมไม่เป็นใจ ปกติเรือที่ใช้ใบต้องวิ่งตามลม เมื่อถึงคราวที่ต้องวิ่งสวนทางลมไปอีกทิศหนึ่ง การแล่นเรือใช้วิธีชักใบเรือให้กินลมแบบเฉียงๆ กินลมไม่เต็มที่แต่สามารถพาเรือไปในทิศทางที่ต้องการได้โดยการพลิกใบแล่นไปทางขวาทีทางซ้ายที เรียกว่าวิ่งก้าว ต้องวิ่งสลับวิ่งตรงๆไม่ได้ต้องแล่นเฉียงๆในช่วงนั้นเรือจะถูกลมพัดจนเรือเอียง



เรือฉลอมท้ายญวน 





ลักษณะคล้ายเรือฉลอม แต่ขนาดของเรือจะโตและยาวกว่า มีทวนหัวทวนท้ายเป็นแท่งไม้ตรงเอียงไปทางหัวและท้าย กลางลำเป็นหลังคาประทุนไม้สานใช้ชันพอกกันฝน สามารถใช้เก็บสินค้า ส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเล มีบ้านอยู่ท้ายเรือ